ท่านทราบหรือไม่ว่า...
เพราะเหตุใดจึงใช้ช้างเผือก
เป็นสัญลักษณ์ของธงสยาม?

ท่านทราบหรือไม่ว่า...
ทำไมสยามใช้พื้นธงเป็นสีแดง?

ท่านทราบหรือไม่ว่า...
พระราชบัญญัติธงสยามออกเมื่อไหร่?



อ่านเรื่องราว ประวัติ ความเป็นมา
และชมงานสะสมต่างๆ
อาทิ โปสการ์ดเก่า บัตรสินค้าโบราณ
ผ้ากำมะหยี่ กระดุม เข็มกลัดเก่า ฯลฯ
ที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยามหรือธงช้าง!!!

พิเศษ!!!
อย่าลืมชมภาพประวัติศาสตร์

พิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา
ที่สูงที่สุดในประเทศไทย...







ธงชาติคือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นชาติ
ทุกครั้งที่เราเห็นธงไตรรงค์ ในฐานะที่เราเป็นคนไทย
ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าเลือดรักชาติของเรา พุ่งพล่านแค่ไหน?
แต่จะมีใครทราบหรือไม่ว่า ธงสยามซึ่งเป็นธงชาติไทยในอดีต
ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นชาติสยามเท่านั้น
แต่ยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถ
ขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในอันที่ปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติสยาม
มิให้ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและอังกฤษ
กระทั่งคงความเป็นไทจวบจนถึงทุกวันนี้


เนื่องด้วยในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นวันปิยมหาราช และตรงกับปีที่ครบรอบ ๑๐๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๕๐ - พ.ศ. ๒๕๕๐)

พิพิธภัณฑ์ธงสยามมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ท่านทรงทุ่มเทพระวรกาย ในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินสยามเพื่อมิให้สยามต้องตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสทางด้านฝั่งซ้ายของสยาม และอังกฤษทางด้านฝั่งขวาของสยาม โดยพระองค์ท่านได้ทรงกระทำทุกวิถีทาง แม้พระวรกายที่ทรุดโทรมจากการประชวรด้วยโรควักกะ (โรคไต) แต่ก็ยังต้องเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ ๒ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติอธิปไตยของสยาม โดยพระองค์ท่านทรงอ้างเรื่องการรักษาพระวรกายที่ทรงกำลังประชวรแทนเพื่อมิให้คนไทยเป็นทุกข์ แต่ในความเป็นจริงพระองค์มีจุดประสงค์เพื่อเสด็จไปพบปะกับมหามิตรของสยาม นั่นคือประเทศเยอรมัน และทรงพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้สยามหลุดพ้นจากสภาพเมืองขึ้นและคงความเป็นเอกราชเพื่อให้ลูกหลานขาวไทยได้มีแผ่นดินอยู่สืบไป โดยในระหว่างที่พระองค์ท่านประทับอยู่ในยุโรปนั้น พระองค์ทรงเจราจาต่อรองกับฝรั่งเศสโดยตรง กระทั่งเกิดเป็นสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๙๐๗) ตรงกับวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยพระองค์ท่านทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองด้วยพระองค์เองในกรุงปารีส โดยสัญญาฉบับนี้ได้ยุติอำนาจและบทบาทของฝรั่งเศสบนแผ่นดินสยามอย่างสิ้นเชิง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว และเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้ทรงปกป้องผืนแผ่นดินสยามให้เป็นไท พิพิธภัณฑ์ธงสยามจึงได้จัดทำโครงการติดตั้งเสาธงเพื่อประดับธงสยามหรือธงช้างที่สูงที่สุดในประเทศไทย บนดาดฟ้าอาคารพิพิธภัณฑ์ธงสยาม และถือเป็นเสาธงที่ทันสมัยที่สุดในโลกแบบหนึ่ง โดยเป็นเสาธงไฟเบอร์กลาสมาตรฐานยุโรป ที่สามารถเก็บเชือกชักไว้ภายในเสาได้ ยอดเสาประดับลูกแก้วเคลือบทองด้านใน

พิธีอัญเชิญธงสยาม (ธงช้าง) ขึ้นสู่ยอดเสาจะมีขึ้นในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป

โดยอาจารย์ปิยะนุช นาคคง อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ของจิ๋ว และเลขาธิการมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ไทย พร้อมด้วย อาจารย์กรรณิการ์ ชีวภักดี ผู้อำนายการพิพิธภัณฑ์การกระจายเสียงและหอจดหมายเหตุกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์โสตทัศน์แห่งชาติ จะร่วมกันทำการอัญเชิญธงสยามที่วางอยู่บนพานทองขึ้นผูกกับเชือก จากนั้น อาจารย์ดรุณีนาถ นาคคง ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ไทย ผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทานบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมและรางวัลเพชรสยาม พร้อมด้วย อาจารย์เอนก นาวิกมูล ผู้ที่ได้รับรางวัลสังข์เงิน รางวัลเพชรสยาม นักค้นคว้าประวัติศาสตร์ นักเขียน และเป็นผู้อำนวยการบ้านพิพิธภัณฑ์ที่ทุกคนรู้จักกันดี จะร่วมกันอัญเชิญธงสยาม (ธงช้าง) ขึ้นสู่ยอดเสา

ภายในงานจะมีการจัดตั้งรูปหล่อองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องบูชา และพวงมาลัย ดอกไม้ ธุปเทียน เพื่อให้ทุกท่านที่มาร่วมงานได้ร่วมกันกราบไหว้สักการะรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านด้วย

หมายเหตุ: ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ ...พวกเราคนไทยลูกหลานพระองค์ท่านจะลบรอยอดีตที่เห็นในภาพข้างล่างซึ่งเป็นภาพในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส เป็นเหตุการณ์ที่จังหวัดตราดโดนฝรั่งเศสเข้ายึดครอง และชักธงช้างลงและเพื่อเอาธงฝรั่งเศสชักขึ้นแทน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ปู่ย่าตายายลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้แทบน้ำตาเป็นสายเลือด เพราะคิดว่าในชาตินี้คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นธงช้างบนแผ่นดินสยามอีกต่อไปแล้วจนวันตาย



การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๕๐)
กับความพยายามรักษาเอกราชและอธิปไตยของสยาม


ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้เกิดข้อตกลงพิเศษระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ว่าด้วยเรื่องความร่วมมือกันครอบครองดินแดนสยาม โดยในเนื้อหาข้อตกลงดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า ดินแดนสยามทางภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา จะถูกปกครองและขึ้นตรงกับฝรั่งเศส ส่วนทางด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยจะอยู่ภายใต้การปกครองและขึ้นตรงกับอังกฤษ ส่วนภาคกลางให้ถือเป็นเขตปกครองร่วมของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งสามารถทำการใดๆ ก็ได้เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ จากข้อตกลงดังกล่าว ย่อมหมายถึงทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษต่างต้องการสยามเป็นอาณานิคม โดยแบ่งออกเป็น ๓ เขตปกครอง

แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ในปีเดียวกันนั่นเอง สยามก็ต้องเสียดินแดนเพิ่มขึ้นตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) ที่ต้องยกดินแดนในส่วนเมืองหลวงพระบาง มโนไพร และจำปาศักดิ์ เพื่อแลกกับจันทบุรีกลับคืนมา ถึงกระนั้น ฝรั่งเศสก็ยังใช้เล่ห์เพทุบายส่งทหารเข้ายึดตราดไว้เป็นดินแดนประกันว่าสยามจะทำตามสัญญาแทนจันทบุรี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงตระหนักถึงภัยที่สยามกำลังจะสูญสิ้นเอกราชในไม่ช้านี้แล้ว จึงทำให้พระองค์จำเป็นต้องเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ ๒ เพื่อแก้ปัญหาดินแดนสยามที่กำลังจะตกเป็นเมืองขึ้น แม้ในขณะนั้นพระพลานามัยของพระองค์ท่านจะไม่ดีเนื่องจากเป็นโรคพระวักกะก็ตาม

ในระหว่างที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรป ก็ได้มีการเจราจาต่อรองกับฝรั่งเศสโดยตรง กระทั่งเกิดเป็นสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๙๐๗) ตรงกับวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยพระองค์ท่านทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองด้วยพระองค์เองในกรุงปารีส โดยสัญญาฉบับนี้ได้ยุติอำนาจและบทบาทของฝรั่งเศสบนแผ่นดินสยามอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนคือ สยามต้องยอมเสียสละเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และ ศรีโสภณ อันเป็นหัวเมืองเขมรให้ฝรั่งเศสไป โดยแลกกับการได้ตราดกลับมา

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสฉบับดังกล่าวนี้ถือเป็นแม่บทสำคัญ เพราะต่อมาสยามก็ได้ทำสนธิสัญญาแบบเดียวกันกับอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ (เป็นเวลาเพียง ๑ ปีก่อนที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต) ซึ่งส่งผลให้อำนาจและบทบาทของอังกฤษทางฝั่งขวาของสยามยุติลงอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน

นับจาก พ.ศ. ๒๔๕๐ เป็นต้นมา สยามจึงคงความเป็นเอกราช อธิปไตย และดำรงความเป็นไทตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้


(บน) แผนที่สยามช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๐
ก่อนที่สยามเผชิญอิทธิพลจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสกับอังกฤษ


ข่าวพิธีงานอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสาที่สูงที่สุดในประเทศไทย



ฉบับวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ โดย ศิริรัตน์ สาโพธิ์สิงห์

ประดับธงช้างฉลอง 100 ปี เสด็จประพาสยุโรปฯ ปกป้องสยาม


วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ถือเป็นวันที่ มีความหมายอย่าง ยิ่ง ด้วยตรงกับ วันปิยมหาราช และตรงกับปีครบรอบ 100 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2450-2550) เพื่อแก้ไขวิกฤติชาติ ไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น


ด้วยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย ในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินสยามให้หลุดพ้นจากสภาพเมืองขึ้น และคงความเป็นเอกราชเพื่อให้ลูกหลานชาวไทยได้มีแผ่นดินอยู่สืบไปกระทั่งทุกวันนี้...

พิพิธภัณฑ์ธงสยาม โดย อาจารย์พฤฒิพล ประชุมผล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงสยาม จึงได้จัดทำ โครงการติดตั้งเสาธงเพื่อประดับธงสยาม หรือธงช้างที่สูงที่สุดในประเทศไทย บนดาดฟ้าของอาคารพิพิธภัณฑ์ ธงสยาม ซึ่งถือเป็นเสาธงที่ ทันสมัยที่สุดในโลกแบบหนึ่ง สามารถเก็บเชือกไว้ภายในเสาธงได้วัสดุที่ใช้เป็นไฟเบอร์กลาส มาตรฐานยุโรป ยอดเสาประดับด้วยลูกแก้วเคลือบทองด้านใน โดยเมื่อติดตั้งแล้วจะมีความสูงโดยรวมจากพื้นดินประมาณเกือบ 30 เมตร


อาจารย์พฤฒิพล กล่าวเพิ่มเติมว่า พิธีอัญเชิญธงสยาม (ธงช้าง) ขึ้นสู่ยอดเสาซึ่งจะมี ขึ้นในวันนี้ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2550 จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป โดย อาจารย์ ปิยะนุช นาคคง อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวย การพิพิธภัณฑ์ของจิ๋วและเลขา ธิการมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ไทย พร้อม ด้วย อาจารย์กรรณิการ์ ชีวภักดี


ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การกระ จายเสียงและหอจดหมายเหตุกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์โสตทัศน์แห่งชาติ จะร่วมกันทำการอัญเชิญธงช้างที่วางอยู่บนพานทองขึ้นผูกกับเชือก

จากนั้น อาจารย์ดรุณีนาถ นาคคง ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ ไทย ผู้ได้รับรางวัลพระราชทานบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมและรางวัลเพชรสยาม พร้อมด้วย อาจารย์เอนก นาวิกมูล ผู้ที่ได้รับรางวัลสังข์เงิน รางวัลเพชรสยาม นักค้นคว้าประวัติศาสตร์ นักเขียน และเป็นผู้อำนวยการบ้านพิพิธ ภัณฑ์ ที่ทุกคนรู้จักกันดี จะร่วม กันอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสา มีการยิงสปอตไลต์จาก 2 ข้างของอาคาร โดยลำแสงจะพุ่งสู่ธงสยามที่ประดับอยู่บนยอด ดูสวยงามจับใจไทยทั้งหล้า พร้อมกันนั้น ภายในงานจะมีการจัดตั้งรูปหล่อองค์พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องบูชา และพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อให้ทุกท่านที่มาร่วมงานได้ร่วมกันกราบไหว้สักการะรำลึกถึงพระมหากรุณา ธิคุณของพระองค์ท่านด้วย


นับเป็นอีกหนึ่งความ จงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยร่วมใจจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ พร้อมรำลึกถึงพระมหากรุณา ธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 5 เนื่องในโอกาสสำคัญ “วันปิยมหาราช” เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง.

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (พ.ศ.2450) กับความพยายามรักษาเอกราชและอธิปไตยของสยาม

ในปี พ.ศ. 2447 ได้เกิด ข้อตกลงพิเศษระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ว่าด้วยเรื่องความร่วมมือกันครอบครองดินแดนสยาม โดยในเนื้อหาข้อตกลงดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า ดินแดนสยามทางภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา จะถูกปกครองและขึ้นตรงกับฝรั่งเศส ส่วนทางด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยจะอยู่ภายใต้การปกครองและขึ้นตรงกับอังกฤษ ส่วนภาคกลางให้ถือเป็นเขต ปกครองร่วมของทั้งสองประเทศ จากข้อตกลงดังกล่าว ย่อมหมายถึงทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษต่างต้องการสยามเป็นอาณานิคม โดยแบ่งออกเป็น 3 เขตปกครอง

แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ในปีเดียวกันนั่นเอง สยามก็ต้องเสียดินแดนเพิ่มขึ้นตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) ที่ต้องยกดินแดนในส่วนเมืองหลวงพระบาง มโนไพร และจำปาสัก เพื่อแลกกับจันทบุรีกลับคืนมา ถึงกระนั้น ฝรั่งเศสก็ยังส่งทหารเข้ายึดตราดไว้เป็นดินแดนประกันว่าสยามจะทำตามสัญญาแทนจันทบุรี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงตระหนัก ถึงภัยที่สยามกำลังจะสูญสิ้นเอกราชในไม่ช้านี้แล้ว จึงทำให้พระองค์จำเป็นต้องเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ 2 เพื่อแก้ปัญหาดินแดนสยามที่กำลังจะตกเป็นเมืองขึ้น แม้ในขณะนั้นพระพลานามัยของพระองค์ท่านจะไม่ดีเนื่องจากเป็นโรคพระวักกะ (โรคไต) ก็ตาม

ในระหว่างที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรป ได้มีการเจราจาต่อรองกับฝรั่งเศสโดยตรง กระทั่งเกิดเป็น สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส (ค.ศ. 1907) ตรงกับวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2450 โดยพระองค์ท่านทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองด้วยพระองค์เองในกรุงปารีส โดยสัญญาฉบับนี้ได้ยุติอำนาจและบทบาทของฝรั่งเศสบนแผ่นดินสยามอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนคือ สยามต้องยอมเสียสละเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ อันเป็นหัวเมืองเขมรให้ฝรั่งเศสไป โดยแลกกับการได้ตราดกลับมา


สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสฉบับดังกล่าวนี้ถือเป็นแม่บทสำคัญ เพราะต่อมาสยามก็ได้ทำสนธิสัญญาแบบเดียวกันกับอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2452 (เป็นเวลาเพียง 1 ปีก่อนที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต) ซึ่งส่งผลให้อำนาจและบทบาทของอังกฤษทางฝั่งขวาของสยามยุติลงอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน

นับจาก พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา สยามจึงคงความเป็นเอกราช อธิปไตย และดำรงความเป็นไทตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ที่มา URL: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=143803&NewsType=1&Template=1





October 30, 2007. Story by PLOENPOTE ATTHAKOR

Hoisting the flag of Siam
The 'thong chang' will fly again to honor King Chulalongkorn


Decades after it was decommissioned and disappeared from public sight, the flag of Siam or thong chang a red flag with the image of a white elephant at the centre will be flown permanently at a private museum in Lat Phrao district from Tuesday onwards.


The Siam flag, featuring an image of a white elephant on red-coloured cloth, will fly at the top of the Siam Flag Museum from Tuesday.

Pluethipol Prachumphol, operator of the Siam Flag Museum, said the flag will be flown to commemorate King Chulalongkorn the Great and the 100th anniversary of his second trip to Europe in 1907. Oct 23 is also Chulalongkorn or Piyamaharat Day.

''The ceremony is aimed at remembering our great king and his dedication to this kingdom, in particular his efforts to keep old Siam free from the colonial powers,'' he said.

It also marks the official opening of the Siam Flag Museum, which is in the compound of the Antique Phonograph & Gramophone Museum, he said.

Mr Pluethipol pointed out that the flag to be flown at the museum is a reproduction of thong chang that came into existence in 1891 during the reign of the great monarch.

''Vintage photos show that this type of flag was normally flown at public places or decorated a place where the king visited,'' he said.


A reproduction of an illustration that appeared in a French newspaper shows French officials replacing the Siam flag with the French national flag to signify the occupation of Trat in 1904.

One photo features a political event when French officials removed the Siamese flag in Trat, replacing it with the French national flag to demonstrate ownership of land France occupied during a conflict in 1904, he said.

According to Mr Pluethipol, a number of new elephant flags were introduced until 1916 when King Vajiravudh adopted the striped red and white flag.

''However, this flag was in use for a few months before the king opted for the tricolour flag which has been used until today,'' he said.

He said the flag of Siam will be hoisted on the evening of Oct 23 after the national anthem is played and the tricolour flag taken from the flag pole atop the museum.

''Unlike the tricolour flag that is removed from the pole every evening, we will keep the Siamese flag flying permanently at the museum just like in the old days,'' he said.

He said his museum offers the largest collection of Siamese flags, both genuine and reproduced versions, as well as other flag-themed collectibles.

''The genuine ones which were from the reign of King Chulalongkorn are priceless,'' he said.

The museum will be open to visitors every Sunday. Advance appointments are advised at tel 02-9399920.

ที่มา URL: http://www.bangkokpost.co.th/education/site2007/inoc3007.htm





ชมภาพบรรยากาศงานพิธีอัญเชิญธงสยาม (ธงช้าง)
ขึ้นสู่ยอดเสาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ณ พิพิธภัณฑ์ธงสยาม
วันที่๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


Simply click on any of the pictures below to see the larger version which will open in a new window.
กรุณาคลิกที่ภาพเล็กข้างล่างเพื่อชมแบบเต็มจอ




บน: เสาธงที่ดีที่สุดในโลกแบบหนึ่งซึ่งผลิตจากไฟเบอร์กลาสได้ถูกติดตั้งก่อนถึงวันงานหนึ่งสัปดาห์
บน: เบื้องหลังการพิมพ์เสื้อยืดที่ระลึกสำหรับพิธีอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสาที่สูงที่สุดในประเทศไทย
บน: เสื้อยืดที่ระลึกพิธีอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสาและส่วนหนึ่งที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมแจกในงาน
บน: ของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงานซึ่งมีทั้งธงช้างจำลองพร้อมเสาไม้และเสื้อยืดที่ทำขึ้นเฉพาะงานนี้




บน: ด้านหลังเสื้อฉลอง ๑๐๐ ปีการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ และร่วมนำธงช้างขึ้นสู่ยอดเสา
บน: จุดลงทะเบียนเพื่อรับสูจิบัตรงานและสติ๊กเกอร์รูปธงช้างแบบตามพระราชบัญญัติ รศ. ๑๑๐
บน: เชิญขึ้นชั้นที่ ๒ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธงสยามและชมงานสะสมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยาม
บน: มุมหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ผู้เข้าชมมักถ่ายรูปกับเรือสำเภารัตนโกสิทร์ที่มีธงแดงอยู่บนเสากระโดง




บน: สื่อมวลชนกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของประวัติธงสยามก่อนที่พิธีจะเริ่ม
บน: ขอขอบคุณผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง๗ สีที่ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ธงของชาติ
บน: ผู้เข้าชมต่างเก็บภาพประวัติศาสตร์ในเรื่องของธงสยามทั้งภาพนิ่งและกล้องวิดีโอ
บน: สมาชิกกลุ่มนักสะสมใหญ่จากโค้กไทยดอทคอมต่างร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก




บน: บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ที่คราคร่ำไปด้วยแขกผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจประวัติเรื่องของธงชาติไทย
บน: จากพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งอยู่ชั้นที่ ๒ ก็ขึ้นไปเก็บภาพบนชั้นที่ ๔ ก่อนพิธีจะเริ่มโดยเป็นการถ่ายภาพจากชั้นที่ ๕
บน: มุมสักการะพร้อมดอกไม้ธูปเทียนพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
บน: แขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาร่วมงานต่างทยอยเข้าสู่ลานอัญเชิญธงช้างพร้อมสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕




บน: หนึ่งในแขกผู้มีเกียรติที่เข้าสู่ลานชั้นที่ ๔ กำลังกราบไหว้และสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕
บน: อาจารย์ ดรุณีนาถ นาคคง ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ไทยกำลังสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕
บน: จากซ้ายไปขวา อาจารย์ ดรุณีนาถ นาคคง อาจารย์เอนก นาวิกมูล อาจารย์ ปิยะนุช นาคคง
บน: แขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาถึงต่างร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก่อนที่พิธีสำคัญจะเริ่มต้นขึ้น




บน: วันนี้เป็นวันสำคัญที่พวกเราชาวไทยมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์และร่วมจารึกไว้ในแผ่นดินอีกครั้งในรอบ ๑๐๐ ปี
บน: พิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว โดย อ. พฤฒิพล ประชุมผล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงสยามขึ้นกล่าวถึงความสำคัญที่มีพิธีในวันนี้
บน: เครื่องเล่นกระบอกเสียง Edison พร้อมกับกระบอกเสียง Siamese Patrol รหัส ๙๖๖๑ เตรียมพร้อมเพื่อการบรรเลง
บน: อ. ดรุณีนาถ นาคคง ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ไทย รางวัลพระราชทานบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมและรางวัลเพชรสยาม




บน: อ. เอนก นาวิกมูล ผู้ที่ได้รับรางวัลสังข์เงิน รางวัลเพชรสยาม นักเขียน ผู้อำนวยการบ้านพิพิธภัณฑ์
บน: อ. เอนก นาวิกมูล กล่าวถึงความสำคัญที่มีการฉลองการเสด็จประพาสยุโรปครบ ๑๐๐ ปีในวันนี้
บน: ธงสยามที่พิมพ์ขึ้นใหม่ตามรูปแบบดั้งเดิมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถูกวางอยู่บนพานทองอย่างสมเกียรติ
บน: อ. ปิยะนุช นาคคง และ อ. กรรณิการ์ ชีวภักดีร่วมกันผูกธงกับเชือกเพื่อเตรียมอัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา




บน: นาทีประวัติศาตร์ในรอบ ๑๐๐ ปีกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังผืนธงช้าง
บน: อ. ปิยะนุช นาคคง และ อ. กรรณิการ์ ชีวภักดีกับธงแห่งสยามประเทศที่กำลังจะขึ้นสู่ยอดเสา
บน: แขกผู้มีเกียรติและผู้สื่อข่าวต่างร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก่อนเริ่มพิธีอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสา
บน: อีกมุมกล้องที่เก็บรายละเอียดผู้ร่วมงานที่ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก่อนอัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา




บน: นาทีประวัติศาตร์เริ่มขึ้นแล้ว อ. เอนก นาวิกมูลและ อ. ดรุณีนาถ นาคคงกำลังอัญเชิญธงขึ้น
บน: ภาพผืนธงงามๆ ที่ได้เห็นข้างล่างเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนขึ้นไปโบกสบัดเหนือฟ้าสยาม
บน: ขณะกำลังอัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา เสาธงชนิดพิเศษนี้สามารถเก็บเชือกชักไว้ข้างในได้
บน: ขณะเดียวกันเพลงถวายพระเกียรติรัชกาลที่ ๕ สยามมิส เพโทรล จากกระบอกเสียงก็เริ่มกระหึ่มขึ้น




บน: เพลงถวายพระเกียรติ สยามมิส เพโทรล จากกระบอกเสียงดังขึ้นพร้อมๆ กับธงช้างที่สูงขึ้น
บน: ธงช้างเผือก สัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกราชและอธิปไตยของชาติสยามใกล้ถึงยอดเสา
บน: กล้องทุกตัวต่างมุ่งมั่นจับภาพประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ เพื่อเผยแพร่ให้กับคนไทยทุกคนได้รับรู้
บน: ทีวีช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 และช่อง 9 ต่างมาบันทึกภาพวันประวัติศาสตร์กันอย่างพร้อมเพรียง




บน: ทุกคนต่างไม่อยากพลาดการบันทึกภาพนาทีประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ ๑๐๐ ปี
บน: ธงช้างเผือกขึ้นสู่จุดสูงสุดเหนือดินแดนสยามและจะอยู่คู่ฟ้าสยามตลอดชั่วกาลนาน
บน: มุมหนึ่งของภาพกับพระบรมรูปหล่อรัชกาลที่ ๕ กับธงสยามในคืนวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๐
บน: กล่าวขอบคุณสำหรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมกันรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน




บน: มอบของที่ระลึกแด่ประธาน อ. ดรุณีนาถ นาคคง ได้รับเข็มกลัดโบราณธงช้าง
บน: ชมภาพถ่ายชัดๆ เข็มกลัดโบราณรูปธงช้างที่ปัจจุบันนี้แทบหาชมไม่ได้แล้ว
บน: อ. ปิยะนุช นาคคง ได้รับบัตรสะสมยาสูบโบราณรูปธงช้างวาดคู่กับพระพุทธรูป
บน: ชมภาพถ่ายบัตรสะสมยาสูบโบราณรูปธงช้างที่ปัจจุบันหาชมได้ยากมากเช่นกัน




บน: อ. เอนก นาวิมูล ได้รับผ้ากำมะหยี่โบราณรูปธงช้างที่แถมมากับยาสูบในช่วงสมัยรัชกาลที่๕
บน: อ. กรรณิการ์ ชีวภักดี ได้รับผ้าไหมโบราณเป็นรูปธงช้างซึ่งแถมมากับซองบุหรี่สมัยโบราณ
บน: งานนี้สำหรับบ้านพิพิธภัณฑ์ อ. เอนก นาวิกมูล รับมอบถาดเจริญธงช้างเพื่อไปจัดแสดง
บน: พิเศษยิ่งกว่านั้น อ. พฤฒิพล ประชุมผล ยังได้มอบหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal อีกด้วย




บน: อ. เอนก นาวิมูล รับมอบหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสของแท้ ฉบับ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๘
บน: หนังสือพิมพ์ประวัติศาสตร์ฉบับนี้จะถูกนำไปจัดแสดงต่อที่บ้านพิพิธภัณฑ์อย่างถาวร
บน: ขณะกำลังให้สัมภาษณ์ช่อง ๙ เรื่องความสำคัญของการจัดงานรำลึกพระองค์ท่านครั้งนี้
บน: การสัมภาษณ์ทางช่อง ๙ ได้ถูกนำไปออกอากาศทันทีในคืนนั้น รายการ ข่าวข้น คนข่าว




บน: ดีใจครับ ไม่ใช่ดีใจที่ถูกสัมภาษณ์ แต่ดีใจที่เห็นทุกคนแม้ผู้สื่อข่าวต่างเปลี่ยนมาใส่เสื้อวันประวัติศาสตร์
บน: กำลังบอกกับพ่อแม่พี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่าเรามีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะบารมีของพระองค์ท่าน
บน: รับมอบของที่ระลึกสุดวิเศษจาก อ. ปิยะนุช นาคคง เป็นใบโพธิ์จากอินเดียพร้อมสลักชื่อประธานทุกคนบนใบโพธิ์
บน: เมื่อพิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสาเสร็จสิ้น แขกผู้มีเกียรติต่างร่วมกันรับประทานอาหารเย็นกันบนลานชั้น๔




บน: อ. เอนก นาวิกมูลร่วมถ่ายภาพกับกลุ่มนักสะสมจากโค้กไทยดอทคอม
บน: ประธานและแขกผู้มีเกียรติและผู้สื่อข่าวต่างเริ่มทยอยเดินทางกลับ
บน: เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้
บน: ธงแห่งเอกราชและอธิปไตยแห่งสยามจะโบกสบัดเพื่อแสดงถึงไทยเป็นไทตลอดไป




บน: ทีวีสีช่อง ๗ ออกอากาศงานพิธีอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสาในข่าวภาคค่ำ
บน: ช่อง ๙ ออกอากาศงานพิธีอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสาในรายการ ข่าวข้น คนข่าว
บน: ธงช้างขึ้นสู่ยอดเสาออกอากาศในรายการ ข่าวข้น คนข่าว ทางช่อง ๙ อสมท.
บน: หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ร่วมเสนอข่าวพิธีการอัญเชิญธงช้างขึ้นสู่ยอดเสา




บน: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ลงข่าวพิธีอัญเชิญธงเต็มหน้าในคอลัมน์วาไรตี้
บน: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลงข่าวสั้นทันโลก ฉบับวันพุธที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๐
บน: พิพิธภัณฑ์ธงสยามขอขอบคุณทุกท่านที่ทำให้งานสำเร็จผ่านไปด้วยดี
บน: พิพิธภัณฑ์ยินดีต้อนรับทุกท่านที่สนใจประวัติศาสตร์ธงของชาติเราเองครับ


กรุณาเลือกคลิกเพื่อชมพิธีอัญเชิญธงสยามในรูปแบบ"ภาพนิ่งแบบฉายต่อเนื่อง"ข้างล่าง


ภาพนิ่งฉายต่อเนื่อง...ช่วงแขกผู้มีเกียรติเข้าชมพิพิธภัณฑ์ธงสยามก่อนพิธีจะเริ่ม



ภาพนิ่งฉายต่อเนื่อง...ช่วงพิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา



ภาพนิ่งฉายต่อเนื่อง...ช่วงมอบของที่ระลึกแด่ท่านประธานและสัมภาษณ์สื่อมวลชน



กรุณาเลือกคลิกเพื่อชมพิธีอัญเชิญธงสยามในรูปแบบ"ภาพยนตร์สั้น"ข้างล่าง





ขึ้นกล่าวเพื่อเกริ่นนำเข้าสู่พิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา



อธิบายว่า...เพราะเหตุใดจึงเลือกธงช้างเผือกแทนธงวงจักรเพื่ออัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสา?



อาจารย์ ดรุณีนาถ นาคคง และ อาจารย์ เอนก นาวิกมูล ขึ้นกล่าวถึงความสำคัญที่ต้องมีวันนี้!!!



อาจารย์ ปิยะนุช นาคคง และ อาจารย์ กรรณิการ์ ชีวภักดี ร่วมกันผูกธงเพื่อเตรียมอัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา



บรรเลงเพลงถวายพระเกียรติ เพลง Siamese Patrol จากกระบอกเสียง พร้อมกับอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา



มอบของที่ระลึกแด่ท่านประธานทั้งสี่ท่าน และมอบหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ให้กับบ้านพิพิธภัณฑ์



ร่วมส่งพลังใจเพื่อให้มีการจัดงานรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๖๕๐



สัมภาษณ์ช่อง ๙ เกี่ยวกับความเป็นมาและการจัดงานอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสาในวันนี้



ออกอากาศในรายการข่าวข้น คนข่าว ทางช่อง ๙


ออกอากาศในรายการข่าวภาคค่ำ ช่อง ๗ สี


ขอขอบคุณสื่อทีวีทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นิตยสารทุกเล่ม และภาพสวยๆ จากสมาชิกโค้กไทยดอมคอม ที่ร่วมกันบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อให้ลูกหลานไทย ได้รับรู้ และได้เรียนรู้ เสียสละและกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด



เวปไซต์โดย: พิพิธภัณฑ์ธงสยาม (Siam flag museum)
พิพิธภัณฑ์ธงสยามเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันอาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ น. ถึง ๑๒.๐๐ น.
ค่าเข้าชมท่านละ ๑๐๐ บาท
โดยทุกท่านจะได้รับฟรี!!!...พวงกุญแจธงช้าง

โปรดกรุณาโทรศัพท์เพื่อจองจำนวนเข้าชมล่วงหน้าที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ และ ๐๒๙๓๙๙๙๒๐
พิพิธภัณฑ์ธงสยาม:
๑๕ ลาดพร้าว ๔๓
อ.ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๒๐

SIAM FLAG MUSEUM:
15 Lad Phrao 43
Lad Phrao RD.
Huay Kwang
Bangkok 10320
Thailand
Official website: http://www.siamflag.org
E-mail: siamflag@hotmail.com

พิพิธภัณฑ์ธงสยาม...ยินดีรับบริจาคและรับซื้องานสะสมเก่าหรือของเก่าโบราณที่มีรูปหรือเกี่ยวเนื่องกับธงสยาม (ธงช้างเผือก) เช่น ธงช้างจริงที่ใช้สมัยรัชกาลที่ 4 และสมัยรัชกาลที่ 5 โปสการ์ดเก่า รูปถ่ายเก่า หนังสือเก่า แผนที่โบราณที่มีรูปธงช้าง ถาดเจริญธงช้าง ฯลฯ เพื่อนำของเก่าเหล่านี้ไปจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ธงสยาม...ท่านใดที่มีของเหล่านี้และสนใจที่จะบริจาคหรือขาย กรุณาติดต่อโดยตรงที่พิพิธภัณฑ์ธงสยาม หมายเลขโทรศัพท์ 02-9399553 หรืออีเมล์ siamflag@hotmail.com

ชมงานพิมพ์หินรูปธงช้าง (Siamese flag) จากที่ต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่บนผังธงโลก
ชมงานพิธีอัญเชิญธงสยาม ณ พิพิธภัณฑ์ธงสยาม ร่วมฉลอง ๑๐๐ ปีเสด็จประพาสยุโรป
สุดยอดงานสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยามหรือธงช้างที่อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ชมธงสยามแบบต่างๆ และอ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามร.ศ. ๑๑๐
ชมภาพถ่ายโบราณที่มีธงสยามหรือธงช้างประดับอยู่ในภาพซึ่งอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕
ร่วมพิสูจน์ปริศนาว่าด้วยธงสยามแบบช้างยืนพื้นนั้น...มีจริงหรือไม่?
ร่วมพิสูจน์ปริศนาว่าด้วยธงสยามแบบช้างชูงวงนั้น...มีจริงหรือไม่?
เชื่อหรือไม่...ธงช้างแบบช้างอ้วนสั้นเคยใช้รับเสด็จฯ ที่เดนมาร์กมาแล้ว
ชมภาพประวัติศาสตร์ครบรอบ ๑๐๑ ปี "ใต้ร่มช้าง วันตราดรำลึก" ณ จังหวัดตราด
ภาพวาดธงช้างจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงผนวชวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
อ่านประวัติการชักธงชาติครั้งแรกของสยาม เรื่องและภาพโดยเทพชู ทับทอง
อ่านเรื่องป้อมป้องปัจจามิตร กับเกล็ดเรื่องราว...แรกมีเสาธงในสยาม
ชมเบื้องหลังการถ่ายทำและบันทึกเทปโทรทัศน์เพื่อแนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ชมภาพกิจกรรมหลากหลายรูปแบบนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ร่วมชมธงช้างของแท้ดั้งเดิมผืนโบราณ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี
พิพิธภัณฑ์ธงสยามมีความยินดีและขอต้อนรับผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทุกท่าน