|
|
|
|
|
ผมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยามนี้ขึ้นมาด้วยเงินทุนส่วนตัวซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิด
ผมไม่ใช่คนรวยหรือมีมรดกตกทอด ส่วนหนึ่งจึงต้องกู้มาเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ
แต่เพื่อให้พวกเราคนไทยทุกคน ได้มีโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติของตนเอง
ทำให้ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะลงมือสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ และจะตั้งใจทำอย่างดีที่สุด
เมื่อเรารู้เรื่องและเข้าใจประวัติความเป็นมาในผืนธงชาติของชาติตนเอง เราก็จะรัก...
รัก...และหวงแหนในความเป็นชาติ เมื่อมองผ่านธงที่โบกพัดปลิวไสว
นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น...
อยากเห็น...คนไทยรักชาติจริงๆ และลงมือทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อชาติของเรา
มากกว่าเพียงแค่คำพูดว่า...รักชาติ...ซึ่งมันง่ายที่ใครๆ ก็พูดได้
พฤฒิพล ประชุมผล
(ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงสยาม)
ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานเพื่อการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยามไว้ว่า...
"จะไม่ขอสะสมไว้ดูเป็นการส่วนตัว...แต่จะขอสะสมเพื่อให้คนไทยส่วนรวมได้ดูได้ศึกษา"
สุดท้าย...ข้าพเจ้าขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ที่ทำให้การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยามประสบผลสำเร็จด้วยดี
คลิกที่นี่เพื่อชมพิธีเบิกเนตรช้างเผือกคู่แผ่นดิน
พ่องางาม และ พ่องาทอง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
คลิกที่รูปข้างล่างเพื่อเลือก Wallpaper สวยๆ สำหรับหน้าจอท่าน
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อเข้าสู่หน้าภาพยนตร์สั้นพระราชกรณียกิจ เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสกรุงเบิร์น)
ขอขอบคุณ หอภาพยนตร์แห่งชาติ โดย คุณโดม สุขวงศ์ ที่เอื้อเฟื้อภาพยนตร์สั้นพระราชกรณียกิจข้างต้นเพื่อการเผยแพร่
(กรุณาคลิกที่รูปเคลื่อนไหวข้างบนเพื่อเข้าสู่หน้าพิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา)
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อเข้าสู่หน้าเยี่ยมชมธงช้าง ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี)
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อเข้าชมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์ธงสยามได้จัดอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้ง)
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อเข้าชมเบื้องหลังรายการโทรทัศน์ต่างๆ ร่วมแนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยามให้คนไทยได้ทราบ)
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อเข้าชมบรรยากาศงาน "ใต้ร่มธงช้าง ๑๐๑ปีตราดรำลึก")
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อชมภาพจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงผนวช วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม)
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อชมภาพบางส่วนของผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธงสยาม)
(กรุณาคลิกที่รูปข้างบนเพื่อเข้าชมภาพพิมพ์หินธงสยามที่ปรากฏอยู่บนผังธงโลกจากที่ต่างๆ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕)
๕ คำถาม ชวนให้คิด ชวนให้ตอบ กับเรื่องราวของธงสยาม
Origin of the Flag of Siam
The national flag of Ancient Siam is unknown, however, there were some evidences that in the reign of King Narai (1590-1605) the red flag was hoisted to salute the French ship. The red flag was also used in the reign of King Boromokot (1732-1758) when Thai monks were sent to Sri Lanka. Thus, Prince Damrong Rajanub hab concluded that the red flag was the national flag of Siam in the ancient time. Moreover, a plain red flag were used when Siamese armies went into battle to distinguish them from opposing forces. This was also the case for trading boats when they went to other kingdoms; during the Ayutthaya period, for example a plain red flag was used by Siamese merchant boats.
The red flag was used as the national flag in the Ayudhya period and continued to the Thonburi period. Until the reign of King Rama I, the first King in the Rattanakosin period, the King changed the national flag by adding a wheel (Chak) in the middle of the red flag (1782 - 1809) and used it to symbolize the royal ships.
Early in the Rattanakosin (Bangkok) era, a trading post was established by the British in Singapore, and two royal ships built by King Rama II , displaying the red flag, went there and to Macao to trade. Eventually the English governer general of Singapore sent an officer informing the King that commercial boats from Malaya displayed a similar flag and asking him if another could be used so that royal ships could be distinguished and received in a proper manner. As it happened. In the reign of King Rama II, three white elephants were offered to the King, which was regarded as the special event. Thus, the King declared to charge the national flag with a white elephant (Chang) in the wheel (Chak). This flag was only used by the royal ships (symbolizing the King Who Owned White Elephants) when they sailed to trade with other countries (1809 - 1851) while the plain red flag was still used by the private ships.
The national flag was changed again in the reign of King Rama IV. The King viewed that the plain red flag used by the private ships cannot distinguish Thai ships from foreign ships. So the King decided to take the wheel out (The wheel or called Chak must be used for King only) and keep only the white elephant remained on the red flag (After the wheel took out, the size of white elephant was changed to be bigger). This national flag was used by both royal and private ships (1851 - 1916).
The red flag with a white elephant was the national flag since the reign of King Rama IV until the reign of King Rama VI. However, the national flag was slightly changed by King Rama VI in 1916. At this time, the white elephant stood on a stand and overdressed instead (1916 - 1917).
In 1917, the national flag was again changed. King Rama VI considered that his people cannot afford the elephant flag since it was made in foreign countries. So they mostly used white and red cloth instead of the national flag. Occasionally, the national flag with a white elephant was flown upsidedown by mistake. To solve the problem, the King declared to use the red flag with horizontal white stripes as the national flag.
The red flag with white stripes was used as the national flag in 1917 and was changed its design in the same year. King Rama VI, who originally used the red and white striped flag as the national flag, was suggested by a columnist of the Bangkok Daily Mail Newspaper that a central stripe of red should be changed to blue. The reasons for the changing were that blue was the colour of the King and the red white blue coloured flag, which was similar to the national flags of alliances, would remind the participation of Thailand in the World War I. The King agreed with this idea and declared the Flag Act B.E.2460 (1917) stating that the red white blue coloured flag, which was known as Trairanga Flag, was the national flag of Thailand.
ประวัติความเป็นมาของธงสยาม
ตามหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ไทยเรายังไม่มีธงชาติเป็นของตนเองโดยเฉพาะ เมื่อเวลาจัดกองทัพไปทำสงคราม จะใช้ธงสีต่างๆ ประจำทัพเป็นเครื่องหมายทัพละสี ต่อมาเมื่อมีการเดินเรือค้าขายกับต่างประเทศทางตะวันตกในสมัยอยุธยา ได้ใช้ธงสีแดงติดเครื่องหมายว่าเป็นเรือสินค้าของไทย
จดหมายเหตุของชาวต่างประเทศกล่าวว่า...
"ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเรือฝรั่งเศสแล่นเข้ามาสู่ปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมของไทย ไทยชักธงชาติฮอลันดาขึ้นรับเรือฝรั่งเศส เพราะไม่มีธงชาติเป็นของตนเอง แต่เรือฝรั่งเศสไม่ยอมสลุต (ยิงปืนสลุต) รับธงฮอลันดา เพราะเคยเป็นคู่อริกันมาก่อน และถือว่าไม่ใช่ธงชาติไทย ฝ่ายไทยจึงแก้ไขโดยนำธงแดงชักขึ้นแทนธงชาติ เรือฝรั่งเศสจึงยอมสลุตคำนับ ตั้งแต่นั้นมาธงสีแดงจึงกลายเป็นธงชาติของไทยเรื่อยมา"
ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงใช้ธงสีแดงเกลี้ยงชักเป็นเครื่องหมายประจำเรือค้าขายกับต่างประเทศอยู่ ธงแดงนี้ใช้ชักขึ้นทั้งในเรือหลวงและเรือราษฎร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระราชดำริว่าเรือหลวงกับเรือราษฎรควรมีเครื่องหมายให้เห็นแตกต่างกัน จึงมีพระบรมราชโองการให้ทำรูป "จักร" สีขาวติดไว้กลางธงสีแดงเป็นเครื่องหมายใช้เฉพาะเรือหลวง ส่วนเรือค้าขายของราษฎรทั่วไปนั้น ยังคงใช้สีแดงเกลี้ยงอยู่
เพราะเหตุใดจึงต้องเป็นรูป จักร
ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของธงสยามในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ระหว่างรัชกาลที่ ๑ ถึง ๓ ก่อนว่า ธงสยามหรืออีกนัยหนึ่งก็คือธงชาติไทยในอดีตนั้น มิได้ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติหรือความจงรักภักดีต่อชาติของชนชาวสยาม รวมทั้งธงก็ไม่ได้ทำหน้าที่ระบุอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนแคว้นถิ่น เฉกเช่นที่คนไทยเข้าใจและเคารพต่อธงไตรรงค์อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
ธงสยามในอดีตได้ทำหน้าที่เพียงการเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของชาติโดยผ่านองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ธงสยามในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงสื่อความหมายแทนพระองค์ท่านโดยตรง ดังจะเห็นได้จากการใช้รูปจักรใส่ไว้กลางธงแดง
โดยที่รูปจักรนั้นมีความสัมพันธ์กับองค์กษัตริย์ เพราะจักร ถือเป็นอาวุธของพระนารายณ์ผู้รักษาโลก ที่ได้เสด็จอวตาลมาดับทุกข์ โดยทรงแต่งกายเป็นกษัตริย์ กรทั้งสี่มีของถือต่างกันตามความในโองการแช่งน้ำ คือ จักร สังข์ คฑา ธรณี ดังนั้นจักรจึงถือเป็นของสูงเคียงคู่พระนารายณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นองค์พระมหากษัตริย์นั่นเอง
ขึ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. 2360-2366 เป็นเวลาที่ประเทศอังกฤษ
ได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าขายอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ในห้วงเวลาดังกล่าวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกำปั่นของหลวงขึ้น 2 ลำ
เพื่อล่องค้าขายระหว่างสิงคโปร์และมาเก๊า โดยที่เรือหลวงทั้งสองลำดังกล่าวจะชักธงแดงตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
กระทั่งวันหนึ่งประเทศอังกฤษเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้บอกกับนายเรือหลวงของสยามให้มากราบบังคับทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า
เรือเดินทะเลชาวมลายูที่ค้าขายกับสิงคโปร์ก็ชักธงแดงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงขอให้พระเจ้ากรุงสยามใช้ธงอย่างอื่นเสีย เพื่อจะได้จัดการ
รับรองเรือหลวงได้สะดวกและไม่สับสน
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงได้ช้างเผือกเอกมาสู่พระบารมีถึง 3 เชือก คือ พระเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ์ ซึ่งตามประเพณีไทยถือเป็นพระเกียรติอย่างสูงส่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางธงแดงอันมีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้มีช้างเผือก แต่ธงช้างอยู่ในวงจักรีนี้ใช้เฉพาะเรือหลวงเท่านั้น ส่วนเรือพ่อค้าไทยทั่วไปก็ยังคงใช้ธงแดงอยู่ตามเดิม
กรุณาคลิกที่รูปธงช้างขาวดำปลิวข้างบน
เพื่อเข้าชมฉากหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก
(The king of the white elephant)
ซึ่งอิงประวัติศาสตร์การค้นพบช้างเผือกในช่วงรัชกาลที่ ๒
มาดัดแปลงทำเป็นตอนหนึ่งในภาพยนตร์ดังกล่าว
(ขอขอบคุณ โดม สุขวงศ์ ที่เอื้อเฟื้อแผ่น DVD เรื่องพระเจ้าช้างเผือกเพื่อการอนุรักษ์)
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทำหนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตก ใน พ.ศ. 2398 มีเรือสินค้าของประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเดินทางเข้ามาค้าขายมากขึ้น พร้อมทั้งมีสถานกงสุลตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เหล่านั้นล้วนชักธงชาติของตนขึ้นเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องมีธงชาติที่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริว่าธงสีแดงซึ่งเรือสินค้าของไทยใช้อยู่นั้นซ้ำกับประเทศอื่น ยากแก่การสังเกตไม่สมควรใช้อีกต่อไป ควรจะใช้ธงอย่างเรือหลวงเป็นธงชาติ แต่โปรดเกล้าให้เอารูปวงจักรสีขาวออกเสีย เพราะเป็นเครื่องหมายเฉพาะของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น โดยให้คงไว้แต่รูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดงทว่าปรับขนาดช้างเผือกให้ใหญ่ขึ้น
ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงอีกหลายครั้ง คือ
พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามรัตนโกสินทร์ศก110 พระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก116 และพระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก118 โดยทุกฉบับได้ยืนยันถึงลักษณะธงชาติช้างว่า เป็นธงพื้นแดงตรงกลางเป็นรูปช้างเผือกไม่ทรงเครื่องหันหน้าเข้าหาเสาทั้งสิ้น
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า เมื่อมองธงชาติซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ไกล จะมีลักษณะไม่ต่างจากธงราชการเท่าไร และรูปช้างที่อยู่กลางธงก็ไม่งดงาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทรศก 129 ตามมาตรา 4 ข้อ 15 โดยแก้ไขลักษณะธงชาติเป็นดังนี้ "ให้แก้ธงชาติเปนพื้นสีแดง กลางเปนรูปช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหันเข้าเสา สำหรับเปนธงราชการ" ประกาศมา ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน พระพุทธศักราช 2459 ซึ่งถือเป็นธงช้างรูปสุดท้ายของธงในสมัยรัตนโกสินทร์
และช่วงท้ายในปีพ.ศ. 2459 ก็ได้มีการยกเลิกการใช้ธงชาติแบบช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหันเข้าเสา เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบสี เพราะทรงเห็นความลำบากของราษฎรที่ต้องสั่งซื้อธงผ้าพิมพ์รูปช้างมาจากต่างประเทศและบางครั้งเมื่อเกิดความสะเพร่าติดธงผิด รูปช้างกลับเอาขาชี้ขึ้นเป็นที่น่าละอาย (สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2459 พระองค์ท่านได้เสด็จประพาสวัดเขาสะแกกรังและได้ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านประดับธงช้างเผือกกลับหัว (หมายเหตุ: เหตุการณ์นี้เกิดก่อนพระราชบัญญัติธงฉบับธงช้างเผือกทรงเครื่องที่ปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 ดังนั้นย่อมต้องเป็นธงช้างเผือกปล่อยบนพื้นแดงแบบสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างแน่นอน)) ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นธงแถบสีราษฎรก็สามารถทำธงใช้ได้เอง และจะช่วยขจัดปัญหาการติดผิดพลาด พระองค์ได้ทรงพยายามเลือกสีที่มีความหมายในทางความสามัคคีและมีความสง่างาม โดยก่อนออกพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ได้ทรงทดลองใช้ธงชาติไทยแบบริ้วขาวแดง 5 แถบติดอยู่ที่สนามเสือป่าในช่วงระยะหนึ่ง
แต่เนื่องจากธงแดง 5 ริ้วเมื่อดูแล้วไม่สง่างาม จึงมีการปรับเปลี่ยนแถบตรงกลางซึ่งเป็นสีแดงให้เป็นสีน้ำเงินเข้ม การเพิ่มสีน้ำเงินนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาในบันทึกส่วนพระองค์ วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2460 ว่าได้ทอดพระเนตรบทความแสดงความเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า "อะแคว์ริส" ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2460 ได้ทรงแปลข้อความนั้นลงในบันทึกด้วย มีความโดยย่อว่า
" เพื่อนชาวต่างประเทศของผู้เขียน (อะแคว์ริส) ได้ปรารภถึงธงชาติแบบใหม่ว่า ยังมีลักษณะไม่สง่างามเพียงพอ ผู้เขียนก็มีความเห็นคล้อยตามเช่นนั้น และเสนอแนะด้วยว่า ริ้วตรงกลางควรจะเป็นสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนตามนี้แล้ว ธงชาติไทยก็จะประกอบด้วยสีแดง ขาว น้ำเงิน มีสีเหมือนกับธงสามสีของฝรั่งเศส ธงยูเนียนแจ็คของอังกฤษ และธงดาวของสหรัฐอเมริกา ประเทศพันธมิตรทั้ง 3 คงเพิ่มความพอใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น เพราะเสมือนยกย่องเขา ทั้งการที่มีสีของพระมหากษัตริย์ในธงชาติ ก็จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระองค์ในวาระที่ประเทศไทยได้เข้าสู่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ด้วย... "
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีสงในบันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ) ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ และรับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติ และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเรียกว่า พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน ซึ่งต่อมาธงไทยแบบล่าสุดนี้ถูกเรียกว่า "ธงไตรรงค์" ความหมายของสีธงไตรรงค์ คือ สีแดงหมายถึง ชาติและความสามัคคีของคนในชาติ และสีขาวหมายถึง ศาสนาซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนจิตใจให้บริสุทธิ์ ส่วนสีน้ำเงินหมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศ หลังจากนั้นประเทศไทยก็ได้ใช้ธงไตรรงค์จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
"... เพลงชาติไทย สัญลักษณ์ของความเป็นไทย
เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช
และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย ..."
ธงไตรรงค์สมัยสยาม ผืนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย!!!
ธงสยามแบบไตรรงค์ (ธงชาติ ๓ สี) ถูกนำมาใช้แทนที่ธงสยามแบบริ้วแดงขาว ๕ แถบที่ถูกทดลองใช้ในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ เพียงปีเดียวเท่านั้น โดยธงไตรรงค์เริ่มต้นใช้เป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยในห้วงเวลานั้นประเทศไทยเรายังใช้คำว่า "ประเทศสยาม" อยู่ จวบจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๒ ตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย แต่สำหรับธงไตรรงค์ผืนที่เห็นนี้ โปรดสังเกตุดีๆ จะเห็นว่ามีการพิมพ์ด้วยหมึกพิมห์ด้วยคำว่า SIAM พร้อมกับระบุขนาดของธงเป็นฟุตเอาไว้ จึงสามารถสรุปได้ว่าธงชาติหรือธงไตรรงค์ผืนนี้น่าจะมีอายุระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๒ (ไม่ต่ำกว่า ๖๙ ปี ในกรณีที่ธงผืนนี้ผลิตในปีสุดท้ายเมื่อไทยยังเป็นสยามและนับปีนี้ตรงกับ พ.ศ. ๒๕๕๑) ปัจจุบันเท่าที่ทราบ ยังไม่ผู้ใดถือหรือครอบครองธงไตรรงค์ผืนที่มีอายุเก่าแก่กว่าผืนนี้เลย
|
โปรดคลิกที่นี่...
 เพื่อฟังประวัติธงสยาม (ธงชาติไทย) ผ่านอินเตอร์เน็ต
เชิญชมภาพยนต์สั้นแนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
และการบรรยายประวัติความเป็นมาของธงสยาม
กรุณาคลิกในแต่ละหัวข้อที่ท่านสนใจชมข้างล่าง
Please click on each topic as below
to watch a short VDO. clip
Clip1: ความเป็นมาของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
Clip2: เรื่องราวของธงสยามช่วงต้นรัตนโกสินทร์
Clip3: ประวัติธงแดงเกลี้ยงและธงวงจักรช่วงรัชกาลที่ ๑
Clip4: แรกมีธงช้างเมื่อเริ่มใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๔
Clip5: จะมีคนไทยสักกี่คนที่รู้เรื่องธงชาติตนเอง?
Clip6: ชมงานสะสมธงช้างภายในพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
Clip7: ทำไมจึงตัดสินใจเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ธงสยาม?
Clip8: Where is the Siam flag museum?
Clip9: Why do I open the Siam flag museum?
Clip10: The official website of Siam flag museum
Clip11: Introduce the Siam flag museum
Clip12: Siamese flag history in King rama I
Clip13: The story of Siamese flag
Clip14: Look around inside the museum
Clip15: Show many items that related to Siamese flag
(ล่าง) ธงช้างเผือกผืนล่าสุดที่พิพิธภัณฑ์ธงสยามเพิ่งได้รับบริจาคมาเพื่อจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
รายการสิ่งของใหม่ที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
๑. กำปั่นเหล็กของห้าง เอม. เอ. โมกัล (M.A. MOGUL, BANGKOK) ซึ่งมีรูปธงสยาม (ธงช้าง) เคียงคู่กับธงยูเนียนแจ๊คของอังกฤษ
๒. เกมส์ธงโบราณ (Flag game) ซึ่งในเกมส์นี้มีธงช้างอยู่ด้วย
๓. ธงช้างขนาดจิ๋วที่ระลึกในงาน 1915 Panama Pacific International Exposition (หรือออกในปีพ.ศ. 2458 ก่อนเปลี่ยนจากธงช้างเป็นธงไตรรงค์ 2 ปี) โดยธงช้างขนาดจิ๋วนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากนักสะสมธงชาวอเมริกันนามว่า เจมส์ เจ เฟอรร์ริแกน ซึ่งเขาผู้นี้เป็นนักธัชวิทยา (ผู้ที่ศึกษาเรื่องธง) นามกระเดื่องอีกด้วย
๔. บัตรสะสมยาสูบรูปธงช้างและตราแผ่นดินประจำรัชกาลที่ ๕ ของ THE AMERICAN TOBACCO CO
๕. พัดกระดาษสมัยโบราณอายุกว่า ๑๐๐ ปี พิมพ์หินผังธงโลก สังเกตุดีๆ จะเห็นว่าธงสยามเป็นการพิมพ์แบบช้างเผือกยืนพื้นด้วย
๖. แผนผังธงโลก "The Flags Of The Principal Nations In The World" ซึ่งมีรูปธงสยามอยู่ด้วย แผนผังธงโลกนี้ถูกพิมพ์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๘๓
๕. วารสาร "วีรกรรม" หน้าปกรูปวาดเด็กสยามกับแผนที่สยามและฉากหลังเป็นธงช้างเผือก มอบให้โดยคุณเอ็ดดี้ (ลูกอีช่างเก็บ_80) สมาชิกโค้กไทยดอทคอม
๖. โปสการ์ดเก่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยือนโปแลนด์ มีการประดับธงช้างเผือกต้อนรับ
เวปไซต์โดย: พิพิธภัณฑ์ธงสยาม (Siam flag museum)
พิพิธภัณฑ์ธงสยามเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันอาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ น. ถึง ๑๒.๐๐ น.
ค่าเข้าชมท่านละ ๑๐๐ บาท โดยทุกท่านจะได้รับฟรี!!!...พวงกุญแจธงช้าง
โปรดกรุณาโทรศัพท์เพื่อจองจำนวนเข้าชมล่วงหน้าที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ และ ๐๒๙๓๙๙๙๒๐
พิพิธภัณฑ์ธงสยาม:
๑๕ ลาดพร้าว ๔๓
อ.ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๒๐
SIAM FLAG MUSEUM:
15 Lad Phrao 43
Lad Phrao RD.
Huay Kwang
Bangkok 10320
Thailand
Official website: http://www.siamflag.org
E-mail: siamflag@hotmail.com
|