เพลงชาติ



เพลงชาติของไทยมีขึ้นตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ และเปลี่ยนมาแล้ว ๔ ครั้ง จึงได้เพลงชาติที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยในครั้งแรกนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่ถึงเดือน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หรือที่รู้จักนามแฝงของท่านโดยทั่วกันไปว่า “ครูเทพ” เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการวางโครงการการศึกษาให้กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ของคณะรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้แต่ง “เพลงชาติ” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยใช้ทำนองเพลงมหาชัย มีเนื้อร้องว่า
สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมในรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพรรษาใหม่
ผลสยามยิ่งยงธำรง ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า


ต่อมาไม่นาน คณะผู้ก่อการคณะหนึ่งได้สั่งให้มีการแต่งเพลงชาติขึ้นใหม่ กำหนดให้ทำนองเป็นแบบลักษณะสากล โดยให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) แต่งทำนอง ขุนวิจิตร มาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่งเนื้อร้อง จึงได้มาเป็นเพลงชาติครั้งที่ ๒
ครั้งที่ ๒ ซึ่งมีเนื้อร้องแบ่งเป็น ๒ บท ดังนี้

๑. แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย
บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไทย สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

๒. อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสระเสรี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เชิดชัย ชโย


เพลงชาติครั้งที่ ๒ นี้ ได้มีการใช้กันมาเรื่อยจนถึง พ.ศ.๒๔๗๗ อีก ๒ ปีต่อมาก็มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อให้มีเพลงชาติเป็นแบบทางการ โดยรัฐบาลจะมีการประกาศใช้ จึงให้มีการประกวดทั้งทำนองและเนื้อร้อง ผลออกมาจึงเป็นเพลงชาติ ครั้งที่ ๓

โดยเพลงชาติครั้งที่ ๓ นี้ ทำนองยังคงเดิมแต่เนื้อร้องเพิ่มเป็น ๒ บท (๔ ตอน) คือบทเดิมของขุนวิจิตรมาตรา ทว่าแก้ไขบ้าง (คำและวรรคที่เน้นไว้คือที่แก้ไข) อีกบทหนึ่งเป็นบทของนายฉันท์ ขำวิไล ผู้ชนะการประกวด เนื้อร้องทั้ง ๒ บทว่า

กรุณาคลิกที่เนื้อร้องข้างล่างเพื่อฟังเพลงชาติฉบับที่ ๓ พ.ศ.๒๔๗๗

๑. แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา
ร่วมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี
ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไทย
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

๒. อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือเจดีย์ที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย
สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย

๓. เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต
รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม
ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
แม้ถึงไทยด้อยจนย่อยยับ
ยังสู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา
นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี

๔. เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย
มิให้ใครเข้าย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสระเสรี
เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น
ว่าไทยนั้นรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย
สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย


จะเห็นได้ว่าครั้งที่ ๓ นี้ “ชโย” เปลี่ยนเป็น "ไชโย" ซึ่งฟังกระทุ้งหนักแน่นกว่า “ชโย” เพลงชาติ ๕ บทคราวนี้ประกาศใช้เป็นเพลงชาติประจำชาติตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๗
ทั้งนี้เมื่อร้องเป็นทางการก็ให้ร้องกันเต็ม ๆ ทั้ง ๔ บท แต่ความที่ยืดยาวนัก จึงมีประกาศให้ร้องเนื้อเพลงอย่าง “สังเขป” ได้ คือร้องเพียงบทที่ ๑ และ ๒ ตอนแรกของขุนวิจิตรมาตรา

เพลงชาติครั้งที่ ๓ ใช้กันมาจนถึง พ.ศ.๒๔๘๒ รัฐบาลขณะนั้นมีมติให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องแก้ไขเพลงชาติอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่๔ โดยใช้ทำนองเดิม (โดย พระเจนดุริยางค์) แต่ให้มีการประกวดบทร้องเข้ากับทำนองใหม่ ผลประกวดปรากฏว่าผู้ชนะคือนายพันเอกหลวง สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งในนามของกองทัพบก ต่อมารัฐบาลจึงประกาศใช้เพลงชาติไทยฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นฉบับทางการและใช้จนกระทั่งปัจจุบัน

กรุณาคลิกที่เนื้อร้องข้างล่างเพื่อฟังเพลงชาติฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๔๘๒

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย