ประวัติความเป็นมาของจานเสียงตรากระต่าย นาย ต. เง็ก ชวน





"อกกระต่าย"


ทำไมตราเครื่องหมายสินค้าของแต่ละห้างจึงโอนขายกรรมสิทธิ์ "กู๊ดวิน" ให้กับบริษัทหนึ่งเป็นราคานับล้าน หรืออย่างน้อยก็ร้อยๆ พันที เดียว เพราะว่าเครื่องหมายการค้าของแต่ละตรา กว่าจะสร้างกันจนเกิด "กู๊ดวิน" ขึ้นมาได้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำกันสำเร็จง่ายๆ ในเวลาเพียงปี สองปี ต้องต่อสู้ ต้องทุ่มเททุนทรัพย์ กำลังความคิด โฆษณาฟันฝ่าอุปสรรคร้อยแปดพันประการ ยิ่งการผลิตกับการใช้ตราเป็นคนละคน อุปสรรคก็ยิ่งมากขึ้น เหตุนี้เจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงต่างสงวนและรักษาเกียรติให้แก่ตราสินค้าของเขาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าตราเครื่อง หมายนั้นจะเป็นรูปใด จะใช้กับสินค้าประเภทไหนก็ตาม ถ้าท่านอ่าน "อกกระต่าย 25 ปี" ตลอดแล้ว ท่านจะทราบความสำคัญในการสร้างสรร เครื่องหมายการค้าตราอิสระว่าลำบากยากเย็นเพียงไร ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ให้อ่านอย่างที่เรียกว่าเปิดอก แผ่นเสียง "ตรากระต่าย" ซึ่งเป็นปีเกิดของข้าพเจ้า ได้ปฏิสนธิออกสู่ตลาดเมืองไทยมาได้ ๒๕ ปี ลำดับงวดที่ ๕๒ เลข ๒ จำนวนนี้ เราจะ นับกันไปอีกกี่ร้อยรอบหรือกี่พันงวดก็ไม่พบกันได้ บังเอิญมาบรรจบพบเป็นเลข ๕ คู่หนึ่ง เลข ๒ อีกคู่หนึ่ง ประจวบด้วยการอัดเสียง งวดใหม่หลังสงครามเป็นครั้งที่ ๙ กับได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำเพลง พระราชนิพนธ์เพลงสายฝน - ยามเย็น - ชตาชีวิต - ใกล้รุ่ง - ดวงใจกับความรัก - แสงเทียน ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ อัดลงในแผ่นเสียงออกจำหน่าย ปันผลกำไรส่งไปบำรุง โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี เพื่ออุทิศส่วนกุศลวายแด่ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เลข ๙ อีกคู่หนึ่งซึ่งดูช่างงามตาน่าพิศวงบังเอิญมาตรงกันอย่างไม่นึกไม่ฝันเลข ๙ คู่หลังนี้ ถึงจะมี เงินนับล้านก็หาซื้อไม่ได้ นับว่าเป็นนิมิตรมงคลประดุจสายฝนซึ่งหลั่งไหลจากสวรรค์ชั้นฟ้าลงมาชูชุบอุปถัมภ์ชีวิตจิตใจชุ่มชื่น เป็นการส่ง เสริมให้ประชากรของพระองค์แต่ละหน่วยให้กระชุ่มกระชวย มีมานะพยายาม ประกอบภารกิจ อันเป็นเศรษฐกิจของชาติให้เจริญรุ่งเรือง ถาวรชั่วกาลนาน ด้วยเหตุผลดังกล่าว




ข้าพเจ้าจึงได้จัดการฉลอง "ตรากระต่าย" เป็นการใหญ่และจัดพิมพ์สมุดที่ระลึกให้ชื่อว่า "กระต่าย ๒๕ ปี" เพื่อเป็นอนุสรณ์คำนึงถึงการ ดำรงคงอยู่มาบรรจบครบ ๒๕ ปี มีข้อความที่ควรเล่าสู่กันฟังเพื่อฝากไว้เป็นข้อคิดในการดำเนินธุระกิจการค้าของพี่น้องชาวไทยต่อไปภายหน้า ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวไว้ในนิตยสาร "ชุมนุมเพลง" อันดับ ๑ กับ ๕ แล้วว่า ข้าพเจ้าชอบฟังเพลงกระบอกเสียงมาแต่อ้อนแต่ออก เพราะฉนั้นเมื่อ ข้าพเจ้าเปิดทำการค้าขึ้นที่ตึกแถวหน้าโรงหนังบางลำพูในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ การค้าได้ดำเนินมาด้วยดี ในวาระนี้แม้ข้าพเจ้าจะชอบฟังเพลงใน แผ่นเสียงสักเท่าใดก็ยังไม่สามารถทำการอัดแผ่นเสียงออกจำหน่ายได้ จึงไปซื้อจากห้างรัตนมาลา ห้างบีกริม มาจำหน่ายเพื่อทดลองดูสถิติ ไปพลางก่อน ได้ดำเนินการค้ามาถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๘ พอทราบจำนวนการขายเห็นว่าพอค้าได้ จึงเริ่มคิดทำการอัดแผ่นเสียงทีเดียว ประจวบ กับในปีนั้นท่านเจ้าของห้างสุธาดิลกได้จ้างฝรั่งนายช่างอัดเสียงเข้ามาทำการอัดเพลงไทยใช้เครื่องหมายการค้า "ตราของโรงงาน" ข้าพเจ้า ก็ไปทำการเจรจาจนตกลง ได้ทำการอัดแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก วิธีการใช้เครื่องอัดเสียงในครั้งนั้น ยังไม่มีเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าประกอบการ อัดเสียงคงใช้วิธีอัดเสียงแบบกระบอกเสียงนั่นเอง (เพลงการในสมัยนั้นก็คงมีร้องส่ง รับแตรวง พิณพาทย์ มโหรี เครื่องสาย) จำอวด เพลงเถา ๒ ชั้น ๓ ชั้น เรื่องละครรำ ละครร้อง แต่ข้าพเจ้าทดลองอัดในครั้งแรก ได้จัดอัดเฉพาะเพลงร้องส่งรับด้วยแตรวง รับปี่พาทย์ และเครื่องสาย ผลที่ได้รับในการอัดเสียงครั้งแรกนี้ ถึงจะไม่มีเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยก็จริง แต่เสียงนักร้องและเสียงดนตรีก็ดังชัดเจนแจ่มใส การจำหน่ายก็นับว่าได้ผลไม่แพ้เพลงของทางห้างสุธาดิลกจัดอัดออกจำหน่าย การค้าแผ่นเสียงของข้าพเจ้าได้ลุล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๔๗๑ จึงได้มีโอกาสทำการอัดเสียงอีกเป็นครั้งที่ ๒ โดยสำนักเดิม ความเอาใจใส่ในการอัดเสียงของข้าพเจ้า รู้สึกเป็นที่เอาใจใส่แก่นายฝรั่งผู้จัด การของห้างนั้นไม่น้อย เพราะข้าพเจ้านอกจากจัดการอัดเพลงของตัวเองเสร็จแล้ว ยังพยายามหาความรู้รอบตัวในวิธีการต่างๆ ของงานชิ้น นี้อย่างใกล้ชิด ถึงกับนายฝรั่งคนนั้นไม่กล้าให้ข้าพเจ้าเข้าดูงานอัดเสียงของอินยิเนียร์ให้ห้องเครื่อง แต่กว่านายฝรั่งคนนั้นจะกันท่าสำเร็จ ข้าพเจ้าก็เก็บความรู้รอบตัวพอที่จะดำเนินงานแผนกนี้ได้แล้ว แผ่นเสียงรุ่นนี้ได้ทำประวัติการจำหน่ายได้ผลเป็นที่พึงพอใจยิ่ง เพราะวิธีการ หาตัวจำอวดและนักร้อง ประกอบทั้งเพลงการข้าพเจ้าจัดหาแต่งขึ้นใหม่ไม่ใช้เพลงแบบเดิม ฉะนั้นเพลงการในแผ่นเสียง "ตรากระต่าย" จึงนำหน้ากว่าเพลงการของสายอื่นๆ การจำหน่ายแผ่นเสียงของข้าพเจ้าได้ผลดีขึ้นเท่าไร นายฝรั่งคนนั้นก็ยิ่งค้อนข้าพเจ้าตาเป็นมันขึ้นเพียงนั้น ความจริงแต่ก่อนได้ยินพวกเราพูดกันเสมอว่าฝรั่งชาวตะวันตกเป็นเยนเติลแมน แต่ข้าพเจ้าขอค้านว่าเป็นสุภาพบุรุษบางคนเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเยนเติลแมนหมดทุกคนไป เมื่อเราเห็นใจเขาว่า "ไม่ขาว" กับเรา เราก็หน้าเดินเพราะเราทำประโยชน์ให้กับเขาไม่น้อย เขายังไม่เห็นว่าเราดี เรามีทุนสิบตำลึงครึ่งชั่ง ก็พยายามหาบริษัทใหม่ต่อไป เมื่อข้าพเจ้าผละออกจากห้างนั้น ไม่ช้าไม่นานก็ทราบว่าต้องเลิกค้าเพราะว่าขาดทุน โดยผู้ที่มีอำนาจสั่งของเข้ามาได้ก็สั่งตะพึดตะพือไป ไม่ถือหลักการขาย ถือเอาแต่เงินพลอยได้เป็นเกณฑ์ สินค้าก็ตกค้างล้นกุดังขายไม่ออกโสหุ้ยก็กินตาย ไม่เลิกก็จำใจต้องปิด แต่คำโบราณท่านว่า "มีเรือบรรทุกข้าวล่มจมลงตรงนี้ก็มีข้าวสารลอยไปผุดขึ้นที่ตรงโน้น" (พฤติการณ์เรือบรรทุกข้าวล่มนี้มีคนดกตื่นตรงกับคำโบราณอย่างมากมายในระยะหลังสงครามนี้) พวกเราที่รู้จักเจ้าของห้างต่างพากันสลดใจไม่หาย แต่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะท่านลืมสุภาษิตไทยบทหนึ่งว่า "ไว้ใจทาง วางใจคน ก็ต้องจนใจเอง"




ต่อมาไม่ช้าก็มีคอมปะโดร์ของบริษัทชาวตะวันตกมาติดต่อกับข้าพเจ้าเรื่องการอัดแผ่นเสียง ข้าพเจ้าก็ยินดีเจราจาเพราะกำลังเสาะหาอยู่ แต่ พอรู้ใจเขาเท่านั้นก็อัดอั้นทันทีมีที่ไหนบ้างแผ่นเสียง ๑ แผ่น ๒ หน้า ติดตรา ๒ อย่าง คือหน้า ๑ ติดตราของเขา อีกหน้าหนึ่งติด "ตรากระต่าย" ของเรา นายคอมปะโดร์คนนั้นเขาพูดออกมาได้ว่า แผ่นเสียงทำไมต้องติด "ตรากระต่าย" ตราช้าง ตราม้า อะไรก็ช่างมันปะไร เราขายได้กำไร ก็แล้วกัน ข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกชมในใจว่าสมเป็นบ๋อยฝรั่งเหลือเกิน ข้าพเจ้าอดใจไม่ได้ตามนิสัยที่พูดตรงไปตรงมา จึงค้านว่า ก็กระต่ายตัวน้อย นี้มันเป็นปีเกิดของข้าพเจ้า จึงต้องการเอามาทำตราไว้เป็นที่ระลึก และต้องขอเป็นตราอิสระทั้ง ๒ หน้า การติดตราหน้าละอย่างนี้ยังไม่เคยเห็น มีที่ไหน มันเท่ากับอยู่ใต้ร่มธงของเขาดังนี้ เราไม่ต้องการ ขอให้ไปชี้แจงกับนายห้างของท่านให้เข้าใจเถิด เอากำไรแต่ตัวสินค้าก็มากพอแล้ว เครื่องหมายการค้าให้กับผู้อื่นบ้าง ลงท้ายนายห้างคนนั้นแกยังถืออุดมคติว่าต้องเอากำไรทั้งตัวสินค้าและทั้งตราอีกด้วย เลยคบกันไม่ได้ เพราะ แกไม่ผ่อนสั้นยาวให้เราบ้าง เวลาศึกพวกฝรั่งเขารบ เวลาสงบเขาทำกินและเขาทำกันจริงๆ จังๆ เสียด้วย บริษัทนี้เล่นตัวไม่ยอม ในไม่ช้าก็มี บริษัทอื่นเข้ามา กิติศัพท์ของ "กระต่าย" ตัวน้อยนี้ดูเหมือนมีเสน่ห์หรือเขาจะเห็นว่า "กระต่าย" เป็นอาหารโอชะก็ได้ หรือจะเอาไปใช้ทำยาก็ดี เมื่อ มีบริษัทผลิตแผ่นเสียงเข้ามาในเมืองไทยแล้ว "กระต่าย" เป็นได้รับความกรุณาเข้าร่วมอัดเสียงเสมอ ข้าพเจ้ามีทุนน้อยก็ค้าตามน้อย ส่วนทางนัก ดนตรี นักร้องเล่า ก็ได้ค่าตอบแทนจากข้าพเจ้าเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต้องถูกชักนายหน้าค่าเปอร์เซนต์ ถึงฐานะของข้าพเจ้าจะน้อยๆ ไม่ใช่ห้างใหญ่ บริษัทโต คณะนักร้องและนักดนตรีตลอดจนนักประพันธ์ก็มีใจสมานสามัคคียินดีร่วมมืออย่างเต็มทีเสมอ กิจการแผนกนี้จึงดำเนินไปได้โดยสะดวก ส่วนการใช้ "กระต่าย" ในตอนหลังนี้ไม่มีปัญหาแล้ว จึงดำเนินการได้ราบรื่นตลอดมา แต่คำว่าอนิจจัง ซึ่งพระท่านว่าไว้ไม่มีผิด จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๘ มีบริษัทอัดแผ่นเสียงมาจากยุโรปเข้ามาทำการอัดแผ่นเสียงอีก เขาประกาศว่า บริษัทผลิตแผ่นเสียงในยุโรปร่วมสหกันหมดแล้ว พวก เขาไม่แก่งแยกกัน การค้าแผ่นเสียงทางตะวันออกไกลอยู่ในกำมือเขาผู้เดียว ใครจะอัดแผ่นเสียงต้องติดต่อกับเขาคนเดียว คำโฆษณาของเขา รู้สึกว่าใหญ่โตอักโขอยู่ แต่กระต่ายตัวน้อยของข้าพเจ้าเจียมตัว ไม่กล้าไปเจ๋อเสนอหน้าปล่อยให้เขาโตไปตามภาษาคนบ้าน้ำลายเหมือนควายเขา ยาวระฟ้า เราเล็กเราน้อยก็ค่อยหาโอกาสของเราไปตามฐานะพ่อค้าไทยทุนน้อย ๘ ร้อย ๑๐ ชั่ง ในที่สุดผู้แทนคนใหญ่คนโตคนนั้นก็หันมาหา กระต่ายตัวเล็ก ทั้งนี้ไม่ใช่อื่นไกลเพราะความสามัคคีของนักประพันธ์นักร้องนักดนตรีมีน้ำใจดีต่อข้าพเจ้า เพลงการดีๆ ที่นำสมัยไม่มีใครได้ไป




ท่านทั้งหลายย่อมทราบดีแล้วว่าสัญชาติกระต่ายเลี้ยงง่ายเชื่องกับคนฉันใด ข้าพเจ้าก็มีนิสัยฉันนั้น เมื่อพูดกันอย่างตรงไปตรงมาจนเห็นอก เห็นใจแล้ว ก็ทำความตกลงกันได้ไม่ยาก ขอแต่ประโยชน์แบ่งกันอย่างเป็นธรรมเท่านั้น ทางเขาเอากำไรแต่ตัวสินค้า ส่วนประโยชน์ทางตราควร เป็นของเรา ในการอัดแผ่นเสียงครั้งนั้นข้าพเจ้าต้องขอชมเชยความมีน้ำใจเป็นธรรมของนายช่างผู้อัดเสียง (อินยิเนียร์) ไว้ในที่นี้ด้วย กล่าวคือ นายผู้แทนปากหวานก้นเปรี้ยวคนนั้นที่มีกลเม็ดมากเหมือนฝรั่งขี้นก มันไปสั่งนายช่างผู้อัดเสียงว่า การบันทึกเสียงเพลงของ "ตรากระต่าย" อัด ส่งเดชไปก็แล้วกัน ไม่ต้องประณีตบรรจงอะไรก็ได้ นายอินยิเนียร์ผู้มีใจเป็นธรรมตอบอย่างขวานผ่าซากว่า ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของท่านไม่ ต้องมาจุ้นจ้าน ที่นี่การบันทึกเสียงเป็นหน้าที่โดยตรงของฉัน ท่านไปได้ เมื่อผู้แทนคนใหญ่คนโตหรือฝรั่งขี้นกลูกนั้นโดนนายอินยิเนียร์เตะกลิ้ง เข้าอย่างมีเหตุผลจนเถียงไม่ขึ้นได้แต่หน้าแดง เป็นลูกตำลึงสุกต้องหันหลังกลับไปยังที่พักทันที นับตั้งแต่วันนั้นมาจนกระทั่งข้าพเจ้าอัดเสียง เพลงการเสร็จแล้ว ไม่ได้เห็นหน้าค่าตานายฝรั่งหน้าซื่อใจคดอีกเลย การอัดเสียงเพลงการของข้าพเจ้าเสร็จเรียบร้อยดี สมความตั้งใจทุกประการ ก่อนนายช่างผู้มีใจเป็นธรรมจะอำลากลับ ข้าพเจ้าพร้อมทั้งนักประพันธ์ นักร้อง นักดนตรี ได้มีการเลี้ยงส่งแกอย่างสนุกสนานสมเกียรติ์ จนแก พูดออกมาอย่างจริงใจว่า นับตั้งแต่แกเดินทางเที่ยวอัดเสียงเป็นสิบๆ ประเทศมาแล้ว ไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูให้เกียรติเหมือนครั้งนี้เลย แกจะ จดจำใส่ใจไว้จนวันตาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พี่แกมีใจเป็นธรรมแก่คนทั่วไปยิ่งขึ้น ส่วนฝรั่งขี้นก ๖ ใบสตางค์ นั้นเราไม่เอามาขึ้นโต๊ะ เพราะ เห็นว่าถ้าไปเอาใจใส่กับมนุษย์ใจไม่เป็นธรรมคนนั้นเขาจะกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น และเขาจะประพฤติเป็นคนไม่มีธรรมกับเพื่อนมนุษย์รุ่นหลังที่มา คบกับเขาไม่มีที่สิ้นสุด เมื่องานอัดเสียงได้เสร็จสิ้นไปแล้วในระยะต่อมาก็คอยรับแผ่นเสียงที่สั่งไว้ว่าจะตกเข้ามาเมื่อใด ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่ าฝรั่งขี้นกมีกลเม็ดมากเขาก็เล่นพิเรนกับเราเข้าอีก คือแผ่นเสียงที่สั่งตกเข้ามาไม่ติดตรากระต่ายให้เราอย่างที่ตกลงกันไว้ ไถลไปติดตราที่ขาย ไม่ออกครั้งห้างสุธาดิลกให้ข้าพเจ้าทั้งหมด การกระทำเช่นนี้อาจจะมีนัย ๒ อย่าง ดังจะยกอุทาหรณ์สู่กันฟังดังต่อไปนี้ ประการที่ ๑ เขาเอาตราที่ ตายแล้วมาปิดในแผ่นเสียงเพลงการดีๆ ที่มหาชนกำลังนิยม อาจจะกู้เอาตรานั้นให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นประโยชน์ของเขาทั้งขึ้นทั้งล่อง คือกำไร ทั้งตัวสินค้า และกู้ตราที่จมดินไปแล้วให้ลอยเด่นขึ้นมาอีก ประการที่ ๒ แกล้งเอาตราที่ตายไปแล้วมาติดแผ่นเสียงเพลงการดีๆ ของเรา เมื่อมหา ชนเห็นตราที่เขาไม่เห็นนิยมแล้วมหาชนจะได้ไม่ซื้อ แผ่นเสียงของเราจะได้ตายตามไป ลงท้ายเหลือแต่ตราของเขาตราเดียวเท่านั้นเขาจะได้ขาย สบายใจ ด้วยเหตุผลที่เล่ามาแล้วยังมีอีกบางกรณีย์ที่ทำให้เราคิดไปต่างๆ นาๆ นั่นก็คือพฤติการณ์ซึ่ง เกิดขึ้นมาประกอบให้เราเชื่อความไม่บริสุทธิ์ ของเขามากยิ่งขึ้น ดังจะได้ยกตัวอย่างให้ฟังต่อไป ทางข้าพเจ้าอัดเพลงปีใหม่เราเตรียมสั่งไว้ให้มาทันจำหน่ายในระยะปลายปี เพื่อจะได้ทันขึ้น ปีใหม่ แต่แผ่นเสียงของเราไม่มา ส่วนเพลงเถลิงศกของเขาเอามาขายเต็มตลาด จนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือนแล้ว แผ่นเสียง "เพลงอวยพร ปีใหม่" ของ "ตรากระต่าย" จึงตกเข้ามาเช่นนี้ถึงเพลงการจะวิเศษสักเพียงใดก็ไม่มีใครซื้อ เพราะพ้นสมัยไปเสียแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ สงสัยไม่หาย เพลงการบางเพลงคล้ายๆ กัน ทางเราก็อัด ทางเขาก็อัด เมื่อเทียบกันแล้วเพลงการของเราเหนือกว่า ฉะนั้นแผ่นเสียงเพลงนั้น ทางห้างผู้แทนของเขามีตกเข้ามาขายก่อน ส่วนของเราเขาบอกว่า แผ่นขี้ผึ้งที่อัดเสียงไปนั้นแตกเสียแล้ว แต่พระเจ้าไม่เข้ากับคนคด จึงบันดาล ดลใจให้ทำข้อบกพร่องส่อพิรุธให้เราเห็นจนจับได้ เพราะแผ่นขี้ผึ้งที่อัดเสียงส่งไปถึงโรงงาน ต้องหล่อเป็นแม่พิมพ์ขึ้นแล้วพิมพ์ตัวอย่าง (สำเนา) ส่งเข้ามาเป็นหลักฐาน ซึ่งอยู่ในมือข้าพเจ้า แต่เขาลืมไป เมื่อเราไปยืนยันจริงจังเข้า ห้างผู้แทนก็โยเย เอาความผิดซัดไปโรงงานเมือง นอกซึ่งเป็นทางออกอย่างดีของเขา เพราะเราพูดไปไม่ถึง พฤติการณ์เช่นนี้สุภาพชนผู้มีใจเป็นธรรมเขาไม่ทำกัน แต่เขากล้าทำให้เราเห็นเด่นชัด ถึงเพียงนี้ ส่วนปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้า "ตรากระต่าย" เมื่อต่อว่าต่อขานกันจนหน้าดำหน้าแดง ในที่สุดเขาก็หาทางออกว่า เครื่องหมาย " ตรากระต่าย" จดทะเบียนอยู่ในเมืองไทย กฎหมาย ของไทยคุ้มครองไปไม่ถึงเมืองนอก ถ้าจะให้เขาติด "ตรากระต่าย" ให้จริงๆ แล้วข้าพเจ้า ต้องไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ตรากระต่าย" ในต่างประเทศด้วย ดูเขาเล่นพิเรนกับเราซี เขาคิดว่าข้าพเจ้าไม่มีพวกพ้องทางโน้นคงไม่ มีปัญญาไปทำการจดทะเบียนถึงเมืองนอกเมืองนาได้ ลงท้ายจะได้ยอมให้เขาติดตราของเขาได้อย่างสบาย ข้าพเจ้าก็กัดฟันสู้กับเขา พยายามไป จดทะเบียนการค้า "ตรากระต่าย" ในต่างประเทศจนได้ ด้วยเหตุและอุปสรรคดังกล่าวมานี้ แผ่นเสียง "ตรากระต่าย" ของข้าพเจ้าระยะหนึ่งจึง มีตราอื่นติดอยู่ภายใน ต้องมาติด "ตรากระต่าย" ทับหน้าในกรุงเทพฯ จนกว่าจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้เป็นผลสำเร็จแล้ว แผ่นเสียง "ตรากระต่าย" จึงได้ติดตราเรียบร้อยมาจากโรงงาน ปัญหาเรื่อง "ตรากระต่าย" นอกจากจะฟันฝ่าอุปสรรคอย่างโชกโชนมาต่างๆ นาๆ แล้วก็ตาม ยังหนีคำพูดที่ติดปากกันทุกวันไม่พ้น มีคนเมตตากรุณามากเท่าใดก็มีคนกันท่ามากขึ้นเท่านั้น แผ่นเสียงหีบเสียง "ตรากระตาย" ได้รับความกรุณา ปรานีจากมหาชนทั่วประเทศไทย ทุกท่านที่ต้องการหีบเสียงและแผ่นเสียงแล้วเป็นต้องหาซื้อเฉพาะ "ตรากระต่าย" เหตุนี้จึงทำให้พ่อค้าต่างภาษา ที่ค้าสินค้าแผนกนี้กันท่าหาว่า สินค้า "ตรากระต่าย" ติดตราในนี้สู้ติดตรามาจากนอกไม่ได้ วิญญูชนฟังแล้วย่อมเห็นเจตนาของพ่อค้าขี้แพ้ชวนตี พวกนี้ทันทีว่า ค้าขายสู้กันไม่ได้ไม่มีอะไรจะบอกเล่าก็เก็บเอาคำพูดที่ไม่เป็นสาระมากล่าว สินค้าสำคัญอยู่ที่คุณภาพไม่ใช่สำคัญที่ติดตรานอกหรือ ปิดตราในนี้ ถ้าคุณภาพของสินค้าไม่ดีถึงจะติดตรามาจากสวรรค์มันก็หามีประโยชน์อันใดไม่ ในที่สุดท่านผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายก็เห็นว่า พวก พ่อค้าต่างภาษาเหล่านั้นมันอิจฉาสินค้า "ตรากระต่าย" ท่านเลยพากันเอ็นดูกรุณายิ่งขึ้น ทั้งนี้ข้าพเจ้าจึงขอขอบคุณพระคุณท่านที่กรุณาอุดหนุน ช่วยซื้อขายสินค้า "ตรากระต่าย" ไว้ในที่นี้ด้วย




เมื่อปัญหาเรื่องใช้เครื่องหมายการค้า "ตรากระต่าย" ได้ผ่านพ้นไปแล้ว การค้าก็ดำเนินสะดวกไปได้อีกระยะหนึ่ง พอถึงกำหนดหมดสัญญาการ ซื้อขาย เจ้าทนายหน้าหอหรือเสมียนหน้าโต๊ะของฝรั่งห้างผู้ทำการแทนก็มารับสมอ้างว่า สัญญาซื้อขายหมดอายุแล้ว ฝรั่งจะริบเพลงของข้าพเจ้า เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาทั้งหมด เจ้าเสมียนหน้าโต๊ะคนนี้เห็นว่า ข้าพเจ้าพูดฝรั่งไม่เป็น จะพูดจาส่งภาษาก็ต้องอาศัยเขา และคงเข้าใจว่า พ่อค้าหน้า โง่ดังข้าพเจ้านี้คงจะไม่รู้จักกฎหมายป้องกันลิขสิทธิ์ เขาจึงแบมือขอรับอาสาเจรจาต่ออายุสัญญาการซื้อขายแผ่นเสียงให้ข้าพเจ้าโดยเรียกสินบน ๑๐ ชั่ง จริงอยู่ข้าพเจ้าเป็นลูกบ้านนอกเข้ามาทำมาหากินในบางกอก กฎหมายไม่เคยเรียนสักตัวจะไปรู้จักกฎหมายที่ไหน แต่นายบ๋อยฝรั่งคนนั้น แกลืมไปว่า ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของมนุษย์ไม่มีมากก็คงมีน้อย ยิ่งถูกคนใจดำหน้าหนาหากินอย่างหน้าทนเช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งมีคนสงสารข้าพเจ้ามาก ยิ่งขึ้น จึงแนะนำให้ข้อแย้งว่า เขาไม่ทำสัญญาขายให้เราก็ช่างเขา เขาก็อด ไม่ได้ผลประโยชน์จากเราเอง ลิขสิทธิ์ของเพลงเขาเอาของเราไปขาย ไม่ได้ เราเอาเพลงเหล่านั้นไปอัดบริษัทอื่นต่อไป ในที่สุดเจ้าบ๋อยฝรั่งเห็นว่าหลอกกินไม่ได้เลยตีหน้าตายเอาสีป้ายคนอื่นเสแสร้งแกล้งว่าถูกคน อื่นเอาชื่อไปขาย ข้าพเจ้าอดชมในใจไม่ได้ว่า ทนายหน้าหอคนนี้ตีหน้าเก่งจัง เลยจดเป็นข้อสังเกตไว้ในสมุดพกประจำวัน ข้าพเจ้ารู้สึกเอือมระอา ในการติดต่อกับห้างผู้แทนนี้เหลือเกิน ฝรั่งไม่เป็นเยลเติลแมนเหมือนชาวเรายกย่อง ซ้ำร้ายพวกบ๋อยฝรั่งก็ยังหากินกันอย่างหน้าหนาพาให้เหม็น เบื่อ เก็บเอาไปเล่าให้เพื่อนฝูงฟังมิตรสหายใจดีทั้งหลายก็บอกว่า ถ้าจะไปคบเอาฝรั่งยิวเข้าแล้วกระมัง ข้าพเจ้าแย้งว่าพวกยิวที่ข้าพเจ้าเคยเห็น หน้าตาเหมือนแขก ตาดำผมดำจมูกโด่งแต่งตัวเหมือนฝรั่งต่างหาก แต่นี่ตาขุ่นผมแดงเหมือนฝรั่งแท้ๆ จะเป็นยิวได้อย่างไร เพื่อนของข้าพเจ้า ก็ว่ายิวผมแดงนัยน์ตาขุ่นเหมือนฝรั่งมีถมไปได้ระบาดไปทั่วทุกมุมดโลก แต่ยิวดีก็มีไม่น้อยโดยมากมักเห็นแก่ตัว ข้าพเจ้าเลยรู้จักรูปร่างหน้าตา ของยิวดียิ่งขึ้น เพื่อนผู้อารีของข้าพเจ้าว่าเขาหากินปลิ้นปล้อนกันดังนี้หรือ เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็น ความจริงในวงการค้ากับห้าง หอบริษัทใหญ่นั้นเท่าที่เคยได้ยิน ปรากฏว่าพวกเสมียนหน้าโต๊ะที่ไม่สุจริตบางคนคบคิดกับร้านพ่อค้าเกี๊ยะหรือพ่อค้าเครายาวเขาถืออุดมคติว่า สิทธิการิยะจะติดสิน บ่อยฝรั่งต้องสั่งหรือ ซื้อเชื่อสินค้าได้มากๆ แล้วลงท้ายก็ตีหน้าล้มละลายยักยอกสินค้าไปไว้ที่อื่นกลับมาเจรจาขอประ นอมหนี้ เช่นเป็นหนี้หมื่นบาทขอใช้ให้เพียง ๑ หรือ ๒ พันบาท ถ้าทางห้างไม่รับขืนขายเลหลังลงไป ประกอบกับต้องเสียเบี้ยใบ้รายทางจิปาถะ ค่าทนายค่าขึ้นศาลคิดแล้วเหลือเงินไม่กี่บาท พอดีพอร้ายทางห้างก็ฟาดเคราะห์ยอมประนอมหนี้ไป ลูกค้าคนนั้นถึงจะติดสินให้เสมียนหน้าโต๊ะ สักเท่าใดก็ไม่ขาดทุน คิดแล้วยังได้กำไรไม่น้อย ส่วนข้าพเจ้าถึงแม้จะเป็นพ่อค้าทุนน้อยก็ค้าไปตามภาษาพ่อค้าเล็กนกน้อยทำรังแต่พอตัวไม่อาจ เอื้อมไปซื้อเชื่อของห้างเขา แล้วลงท้ายก็เริ่มคิดกับบ๋อยไม่สุจริตบิดหนี้ดังกล่าว นี่ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ยอมติดสินบนบ๋อยฝรั่งที่ ไม่ซื่อสัตย์กตัญญู ถึงเขาจะว่าข้าพเจ้าเป็นคนใจดำก็ตาม แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าใจขาวอย่างบริสุทธิ์ เพราะไม่เข้ากับคนผิดคิดมิชอบ ถ้า ข้าพเจ้าไปสมรู้ร่วมคิดกับเขา ข้าพเจ้าจะพลอยเป็นคนผิดไปด้วย ที่ข้าพเจ้าไม่ยอมติดสินบนเขานั้นถ้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ข้าพเจ้า เป็นผู้ช่วยไม่ให้เขาทำงานทุจริตคิดอกตัญญูต่อนายจ้างของเขาได้อย่างเต็มภาคภูมิทีเดียว
ในเวลาไม่ช้าไม่นานผู้อำนวยการบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. อันเป็นโรงงานผลิตแผ่นเสียงใหญ่ในภาคตะวันออกไกล ได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อ ติดต่อหาลูกค้าทำสัญญาอัดแผ่นเสียงเพลงไทย จะเป็นเพราะข้าพเจ้ายึดมั่นอยู่ในธรรมเป็นประจำทั้งถูกบีบคั้นบังคับเอารัดเอาเปรียบไม่หยุด หย่อน เทพเจ้าเบื้องบนจึงดลบันดาลให้ท่านผู้อำนวยการชาวอังกฤษผู้นั้นเจาะจงมาติดต่อกับข้าพเจ้าโดยตรง ท่านทั้งหลายย่อมเห็นใจความ เป็นไปที่ข้าพเจ้าถูกกีดกันบีบคั้นผ่านอุปสรรคมาตามข้อความข้างบนนี้ จึงเป็นธรรมดาเหลือเกินที่ข้าพเจ้าได้พบกับผู้ที่ตั้งอกตั้งใจมาหาจะไม่ พาให้การติดต่อได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้าพเจ้าจึงจำใจหันหลังกลับหน้าเดินต่อไป ระหว่งนั้นเพลงของท่านอดีตอธิบดีกรมศิลปากรกำลัง ขึ้นหม้อ ข้าพเจ้าไปติดต่อมาได้ครั้นใกล้เวลาจะทำการอัดเสียงเจ้าผู้แทนใจดำคนนั้นยังออกลูกไม้หลอกล่อว่า อัดเพลงศิลปากรไม่ได้เพราะเขา ไปทำการตกลงทางนอกแล้ว เพลงรายนี้คนอื่นอัดไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่เชื่อเพราะรู้เช่นเห็นชาติเขามาแล้ว จึงสอบถามไปยังโรงงานทันที ก็ได้รับ ทางโทรเลขว่าไม่จริง ลงท้ายมันแกล้งด้วยเล่ห์ไม่สำเร็จก็เอาด้วยกลไปประเมินราคาให้เจ้าของเพลงเรียกค่ากรรมสิทธิ์แก่ข้าพเจ้าสูงๆ เพราะ ตัวเขาเองเคยทำพิษจนเจ้าของเพลงเข็ด ไม่อยากพบทั้งเวลานั้นเขาจะอัดเพลงก็ไม่มีโอกาส เขาจึงแกล้งยุแหย่จนเจ้าของเพลงเรียกราคาค่า กรรมสิทธิ์กับข้าพเจ้าจนงง เมื่อผงเข้าตาแล้วก็กัดฟันสู้ดะถึงจะขาดทุนก็ช่าง ลงท้ายเพลงงวดนั้นขายได้ผลกำไรไม่พอจ่ายให้ค่ากรรมสิทธิ์ เพลง ซ้ำร้ายเพลงการของรายการนั้นเมื่อตกมาถึงมือข้าพเจ้ามหาชนก็เบื่อเสียแล้ว เพราะทำนองเพลงคล้ายๆ กันไปหมดทุกเพลง การค้า แผ่นเสียง "ตรากระต่าย" ของข้าพเจ้าก็ได้รับความสะดวกราบรื่นตลอดมา แต่ผลกำไรไม่ใคร่มี ดังเหตุผลที่กล่าวข้างต้นนี้ นอกจากนั้นโรง งานนี้ยังได้มอบหน้าที่เป็นผู้จำหน่ายแผ่นเสียงเพลงจีนทุกภาคทุกภาษาที่โรงงานของเขาเป็นผู้ผลิตด้วย คงจะเป็นเพราะกุศลหนุนบุญช่วยผู้ ที่อยู่ในธรรมจึงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ แต่ผู้ที่ปราศจากธรรมเหตุการณ์ก็บัน ดาลลงโทษเขาเหล่านั้นให้แพ้ภัยตัวไปเอง ในไม่ช้าสงคราม โลกภาคตะวันตกครั้งที่ ๒ ก็ระเบิดขึ้น การติดต่อทางยุโรปก็หยุดชงักหักสะบั้นลงทันที เคราะห์ดีเหลือเกินที่ข้าพเจ้าได้ย้ายมาทำการติดต่อกับ บริษัท อี. เอ็ม. ไอ. ไว้ก่อน มิฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นจะต้องปิดร้านหยุดทำการค้ามาตั้งแต่บัดนั้นแล้ว
ในระหว่างสงครามภาคยุโรปกำลังระเบิดตึงๆ อยู่นั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำการอัดแผ่นเสียงเพลงใหม่ๆ อีกครั้งหนึ่ง การค้าคงดำเนินได้เป็น ปกติ ต่อมาสงครามทางยุโรปยิ่งลุกลามกว้างขวางออกไปทุกที เหตุการณ์ก็คับขันมาทางตะวันออกไกลยิ่งขึ้น มิสเตอร์ เอช. แอล. วิลสัน ผู้อำ นวยการบริษัท อี. เอ็ม. ไอ. ผู้หวังดีต่อข้าพเจ้าได้เสนอแนะนำเข้ามาว่าถ้าสามารถทำสต็อกแผ่นเสียงไว้ได้บ้างก็ควรทำสำรองไว้ เพราะเหตุการณ์ คับขันใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรวบรวมทุนที่มีอยู่สิบร้อยแปดชั่งเทกระเป๋าสั่งแผ่นเสียงเข้ามาตามกำลังทรัพย์ที่มี จนในที่สุดสงคราม มหาเอเซียบูรพาระเบิดขึ้นการติดต่อของข้าพเจ้าก็ขาดสะบั้นลง แต่ได้อาศัยแผ่นเสียงที่สั่งสำรองไว้ก่อนพอขายได้ประทังไปพลางๆ ทั้งนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความของคุณ นาย เอช. แอล. วิลสัน ผู้อำนวยการใหญ่ไว้ในที่นี้ด้วย สงครามยิ่งลุกลามกว้างขวางขึ้นเท่าใดลูกระเบิดก็ยิ่ง มาเพิ่มบอมบ์เมืองไทยหนักขึ้นเท่านั้น ในชั้นต้นกองทัพลูกพระอาทิตย์เข้าเมืองไทยในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรก็มาบอมบ์ กองทัพญี่ปุ่น แต่ผู้ที่ได้รับเคราะห์ก็คือเจ้าของบ้าน ครอบครัวของข้าพเจ้าต้องอพยพหลบภัยไปอยู่ฝั่งธนไม่เป็นอันค้าขาย ซ้ำร้ายการอพยพ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้สูญเสียภรรยาที่น่ารักไปด้วย เมื่อญี่ปุ่นรุกคืบหน้าไปยึดครองสิงคโปร์พม่าได้หมดแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรถอยห่างออกไป ก็ไม่สามารถมาบอมบ์เมืองไทยได้ พวกเราก็ค่อยทุเลาเบาบางลง พ่อค้าพอขายได้บ้าง ผู้ที่ไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวเป็นอาชญากรสงคราม ต่าง ค้าขายร่ำรวยเป็นเศรษฐีสงครามไปตามๆ กัน ถ้าใครกลัวกฎหมายก็อด เพราะสินค้าที่ขายได้กำไรมากต้องเป็นสินค้าที่ควบคุม ใครค้าขายก็ต้อง ผิดกฎหมาย แต่ลงท้ายไม่เห็นใครผิดกฎหมาย ไม่เห็นใครเป็นอาชญากรสงคราม ท่านเหล่านั้นสบายใจเฉิบในสังคมนับหน้าถือตาส่งไปเลย ที่นำ มากล่าวถึงนี้ไม่เจตนาอย่างอื่นนอกจากจะนำพฤติการณ์ความเป็นจริงที่ควรเก็บมาเล่าเอาไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังจะได้รู้ว่าเหตุการณ์สมัยหนึ่งเป็น ดังนี้ ถ้าสมัยต่อไปเกิดมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันปรากฏขึ้นอีกจะได้ใช้เป็นข้อสังเกตแล้วพิจารณาปฎิบัติให้เหมาะสมแก่กาลเทศะต่อไป ระหว่าง สงครามในวงสังคมมีหลายท่านที่มีอายุปูนเดียวกับข้าพเจ้าได้ปรารภ เมื่อพบกันว่า สมัยนี้เป็นสมัยเงินสมัยทอง ไม่ใช่สมัยคุณงามความดี ศีล ธรรมไม่มี โลภกันไม่รู้จักพอ เพราะเข้าใจว่าเขาเกิดมาแล้วไม่ตาย และให้อุดมคติว่า ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้โดยสุจริตถ้าลูกหลานไม่คิดปก ครองป้องกัน ไม่ช้าไม่นานมันก็อันตรธานไปหมด นับประสาอะไรกับเงินทองที่เอามาจากกองไฟ เงินทองที่หามาได้โดยทุจริตคิดมิชอบมันจะ จีรังยั่งยืนไปได้แค่ไหน เอาไปเพาะพันธุ์ก็ไม่งอกงามมีแต่จะฉิบหายวายวอดหมดไปเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้ท่านที่มีอุดมคติดังกล่าวจึงไม่ไปตระ กรุมตระกรามก่อกรรมทำเข็ญ คงค้าขายอย่างใจเย็นพอมีกินมีใช้ไปวันหนึ่งๆ ขอแต่ให้ปลอดภัยมีชีวิตอยู่ดูตัวละครผู้สามารถแสดงบทบาท บนเวทีของโลกต่อไป และอีกนัยหนึ่งเงินทองซึ่งแม้เราจะไปกอบโกยเอามามากๆ ทำประวัติที่ไม่สะอาดไว้ ต่อไปในอนาคตลูกหลานเขาเกิดไป ได้ดิบได้ดีเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมา ก็จะพลอยขายขี้หน้าเสื่อมเสียงไปทั้งวงศ์ตระกูล เพราะบรรพบุรุษทำความไม่บริสุทธิ์ทุจริตมีประวัติไว้ ท่าน เหล่านั้นยังให้ทัศนะต่อไปว่า ผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญจนสังคมลำเค็ญในระยะ ๑๐-๒๐ ปีมานี้ บางคนยังไม่ทันถึงลูกถึงหลาน ก็บันดาลให้เกิดความ "ระยำมาทันตา" แล้วก็มีบางท่านเคราะห์ดีผียังคุ้ม พวกเราคอยดูกันต่อไปในไม่ช้าก็จะแลเห็น ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้คงเหลือแต่ความดีกับ ความชั่วเหลือแต่บุญกับบาป เราก็ทำงานกันมาพอสมควรแล้วถ้าลูกหลานเขาดีมีสติปัญญาเขาอาจจะหาได้มากกว่าเรา ต่อไปให้เป็นหน้าที่ของ ลูกหลานเขาเองดีกว่า แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าในระหว่างสงครามจะไปหา "ศีลธรรม" ที่ไหน ถ้ายังมีศีลธรรมประจำโลกแล้ว สงครามก็ไม่เกิด คำว่า "สงคราม" แปลว่า "รบราฆ่าฟัน" ใช่ไหม? มนุษย์เราเป็นสัตว์สูงสุดของบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย ชีวิตมนุษย์ย่อมมีราคาค่าตัวสูงสุดดุจกัน ยัง ฆ่าฟันได้ นับประสาอะไรกับการกอบโกยเงินทองมาจากกองไฟจะแปลกอะไร ถ้าจะพูดกันให้ใกล้ชิดต่อเหตุผลแล้ว ยังเป็นรองของการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตมนุษย์เสียอีก ฉะนั้นการตระกรุมตระกรามก่อกรรมทำเข็ญกอบเงินโกยทองจากกองไฟ หรือหามาได้โดยทุจริตผิดกฎหมายก็ดี มันเป็น เรื่องของคนๆ นั้น และมันเป็นพรหมลิขิตติดหลังของเขามาแต่กำเนิด หรือจะเรียกว่าบุญนำกรรมสร้างมาแต่ปางก่อนก็ได้ จึงไม่มีปัญหาสำหรับ เขา เพราะเมืองไทยเราเป็นเมืองพระพุทธศาสนา ใครทำบุญได้บุญใครทำบาปได้บาป ตามสภาพของคนนั้น เขาจะตกนรกใต้เหวเทวทัตหรือขึ้น สวรรค์ชั้น ๗ เป็นเปรตอสุรกายก็ไม่มีใครช่วยจัดการได้ เขาจะก่อกรรมทำเข็ญให้ "ระยำมาทันตา" ก็หาได้เกี่ยวไปถึงลูกหลานไม่ มันเป็นเรื่อง เฉพาะตัวเขาเท่านั้น ส่วนปัญหาที่ลูกหลานจะไม่สามารถปกครองทรัพย์สมบัติที่บรรพบุรุษกอบโกยเอามาสะสมไว้ให้นั้น มันเป็นเรื่องของตัวลูก หลานเอง ถ้าลูกหลานมีความคิดรู้จักบุญคุณของผู้ให้กำเนิดบังเกิดเกล้าเฝ้าบำเพ็ญความกตัญญูต่อผู้มีคุณ รู้จักค่าของเงินตราที่ท่านอุตสาห์ มานะพยายามสะสมไว้ให้เป็นหลักฐาน เขาคงไม่ละโอกาสแสดงความมานะบากบั่นขยันขันแข็งประกอบกิจการต่อไปให้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้น ผล ของการกตัญญูนี้จะนำเขาได้เข้าสังคมกับคนดีมีวิชาดังสุภาษิตว่า "คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล" เป็นศิริมงคลนำความเจริญให้เขาได้สำเร็จ มรรคผลยิ่งขึ้น เพราะเขามีความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวแล้ว เขาต้องประกอบกิจการทุกสิ่งทุกอย่างอย่างรอบคอบระแวดระวังไม่ให้ธุรกิจต่างๆ เกิดความรั่วไหลเสียหาย ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่าถึงโลกจะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนมือกันตามธรรมชาติสร้างสรรก็ตาม ถึงอย่างไรก็คงมีเวลา ยั่งยืนไปได้บ้างไม่มากก็น้อย ผลของการกตัญญูนี้ นอกจากจะเป็นศิริมงคลแก่ตระกูลให้มีความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนแล้วส่งผลสะท้อนก้อนใหญ่ ไปถึงประเทศชาติ เพราะพลเมืองมั่งมีประเทศชาติก็มั่งคั่ง ส่วนฝ่ายตรงกันข้าม คือลูกหลานที่ไม่รู้คุณบรรพบุรุษที่ก่อสร้างหลักฐานไว้ให้อาบ เหงื่อต่างน้ำ ไม่รู้จักคุณค่าของเงินตรา ผู้ที่ไม่รู้จักบุญคุณของบรรพบุรุษนี้โลกเรียกว่า "คนอกตัญญู" มิตรสหายที่ดีมีความคิดก็คบกันไม่ติด สังคมไม่นับถือ เมื่อคบคนดีไม่ได้ก็คบกับคนพาลๆ ก็พาไปหาผิด ดังสุภาษิตท่านว่าไว้ ความไม่กตัญญูนี้ย่อมมีผลสะท้อนตัดทอนความเจริญ เพลิดเพลินไปในทางเสีย โดยมากมักจะแสดงตัวเป็นอาเสี่ยใช้เงินเป็นเบี้ย ฟุ้งเฟ้อสำรวย ขี้เกียจหลังยาวไม่คิดอ่านทำมาค้าขายใช้จ่ายไม่อั้น ต้องการแต่ความสนุกจนลืมตัว ประมาทเสียว่าเงินตราของข้านี้มีถมไป ไม่ช้าไม่นานทรัพย์คฤงคารที่ท่านบรรพบุรุษสะสมไว้ด้วยความพยายาม ก็ถูกล้างถูกผลาญทำลายไปดุจน้ำไหล นอกจากทำลายทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลให้หมดสิ้นสูญหาย ลงท้ายที่สุดก็ถึงประเทศชาติ เพราะพล เมืองยากจนประเทศก็ค่นแค้นไปด้วย อุดมคติของบางท่านดังกล่าวมาแล้ว กับความเห็นของข้าพเจ้าซึ่งเรียกว่านานาจิตตัง จึงขอมอบให้ท่าน ผู้อ่านถือตราชั่งว่า ควรจะลงมติทางไหนหรือใช้ไม่ได้ทั้งเพก็ตามใจท่านจะพิจารณาเถิด ส่วนข้าพเจ้าเมื่อไร้ทรัพย์แล้วก็อับปัญญา ถือสุภาษิตว่า แข่งเรือแข่งแพได้ แต่จะแข่งบุญแข่งวาสนาหาได้ไม่ จึงไม่กล้าไปเสี่ยงลูกระเบิด กลัวเสียชื่อ กลัวผิดกฎหมาย กลัวติดตะราง กลัวถูกยิงเป้า ดังได้เคยทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า ยายแก่คนหนึ่งขายไม้ขีดไฟ ๑ กลัก ต้องติดตะรางตั้ง ๖ เดือน (นอกนี้มีคำขำของสังคมว่า ยายแกขาย กลักเดียว เขาเห็นกลักไม้ขีดไฟจึงต้องติดตะราง มันต้องขายเป็นหีบใหญ่ๆ ไม่มีใครเห็นจึงจะไม่ติดตะราง) ข้าพเจ้ากลัวจนตัวเป็นกุ้ง ได้แต่ ปลอบใจตัวเองว่า ถ้าวาสนาเรามีเราไม่ตายคงหาได้ ถ้าบุญไม่ช่วยกุศลไม่ส่งขืนไปโลภโกยเอามาวาสนาไม่หนุนอาจจะถูกระเบิดแหลกเป็นจุลไปก็ได้ ลงท้ายก็ชมบุญท่านที่สามารถเก็บกวาดโกยเอาทรัพย์ของโลกไปรวมเข้าไว้กองใหญ่กองโต ใช้สบายกินสบายไปชั่วลูกชั่วหลาน ทั้งนี้เพราะท่าน เหล่านั้นได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อน ผลบุญจึงมาหนุนให้ท่านมั่งมีเป็นเศรษฐีไปตามกัน ยังมีเศรษฐีสงครามอีกพวกหนึ่งซึ่งไม่ผิดกฎหมาย พ่อค้าขาย ของรับประทานวันไหนหวอมี บี ๒๙ มาเขากลัวไม่ เพราะได้กำไรงามข้าวต้มเปล่าชามละ ๕๐ สตางค์ หยิบปลาเค็ม ๑ ชิ้นโตเท่ากับ ๒ นิ้ว คนหิว ต้องกินชิ้นละ ๑๐ สลึง คนขายขูดเลือดคนซื้อหน้าซีดแต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใครควบคุม ส่วนข้าพเจ้าคงขายสินค้า "ตรากระต่าย" ที่มีอยู่ พอกินพอใช้ไปวันหนึ่งๆ จนถึงสงครามขั้นแตกหัก ฝ่ายสัมพันธมิตรรุกใหญ่ส่งเครื่องบิน เอ ๕๔ บี ๒๙ มาบอมบ์เมืองไทย ตอนนี้ข้าพเจ้าต้อง อพยพทั้งครอบครัวออกไปอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมพออุ่นใจเพราะใกล้พี่ใกล้น้อง ถ้าอพยพไปอยู่แปลกถิ่นหนีเครื่องบินหนี ข้าศึกมันอาจไปพบขุนโจรเข้าก็ได้ ข้าพเจ้าอพยพไปกินไปใช้ไม่ได้ค้าขายอะไรกับเขาเป็นเวลา ๓ ปีเศษ นอกจากขายสินค้าที่มีอยู่แล้ว แจกจ่ายเงิน เดือนคนงานซึ่งซื่อสัตย์สุจริตสนิทเหมือนญาติ และเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ตามมีตามเกิด จนถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ สงครามสงบจึงอพยพ กลับกรุงเทพฯ คิดว่าหมดเคราะห์สิ้นโศกกันที ตั้งหน้าทำมาหากินต่อไป เมื่อสงครามสงบลงใหม่ๆ การซื้อขายกับต่างประเทศก็ต้องอยู่ในความ ควบคุมของรัฐบาล เพราะการติดต่อได้ขาดสะบั้นกันไประยะหนึ่ง จึงต้องอาศัยรัฐบาลเป็นคนกลางติดต่อ สมัยนั้นทางการได้ตั้งองค์การขึ้น ๓ บอร์ด (องค์การควบคุม) บอร์ด ๑ ควบคุมการนำสินค้าเข้าและออก คือพิจารณาว่าสินค้าชนิดไหนควรให้นำเข้ามาชนิดไหนควรให้ส่งออก และ ชนิดไหนไม่ควรให้ส่งออก บอร์ด ๓ ควบคุมเงินตราคือธนาคารแห่งประเทศไทย ตามลักษณะขององค์การทั้ง ๓ บอร์ดนี้ต้องมีการติดต่อกัน โดยตลอดทุกกรณี เพราะบอร์ดหนึ่งอนุญาตให้พ่อค้านำสินค้าเข้าได้ เรื่องก็ต้องถึงบอร์ด ๓ ซึ่งมีหน้าที่ให้เงินตราต่างประเทศแก่พ่อค้าคนนั้นไป สั่งหรือซื้อสินค้า แปลว่าก่อนอนุญาตให้นำสินค้าเข้าก็ต้องพิจารณาว่ามีเงินตราให้ซื้อสินค้านั้นแล้ว ส่วนที่ส่งออกบอร์ด ๒ ควบคุมการส่งสินค้า พื้นเมืองออกนอกประเทศพิจารณาว่าสินค้าชนิดใดควรอนุญาตให้ส่งออก และสินค้าชนิดใดไม่ควรให้ส่งออก บอร์ด ๓ ก็ต้องคอยควบคุมให้ได้ มาซึ่งเงินตราต่างประเทศ เพื่อจะได้ใช้ถ่ายเทให้กับพ่อค้าที่สั่งสินค้าเข้ามา แผ่นเสียงและหีบเสียงเป็นสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในรายการอนุญาตให้นำเข้า ทั้งไม่ได้อยู่ในรายการห้ามนำเข้าด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่อื่นไกลเพราะเป็นสินค้าที่มีสถิติน้อย ทางการจึงไม่สนใจ เกิดมีปัญหาว่าจะสั่งเข้ามาได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องวิ่งเข้าหาท่านประธานกรรมการบอร์ด ๑ เมื่อได้เรียนชี้แจงให้ท่านเห็นใจว่าในระหว่างสงครามไม่ได้เซ็งลี้อะไรกับเขาเลย ได้โปรด กรุณาอนุญาตให้สั่งเข้ามาขายพอประทังไปสักระยะหนึ่ง อย่าเพิ่งให้ต้องเลิกล้มไปเสียกลางคันเท่านั้น เมื่อท่านประธานกรรมการเห็นความเดือด ร้อนจำเป็นด้วยประการทั้งปวงแล้ว ท่านก็กรุณาแนะนำว่า ลองทำเรื่องราวเสนอขึ้นมาให้คณะกรรมการพิจารณาดูก่อนว่าควรจะผ่อนผันแค่ไหน ข้าพเจ้าจัดการพิมพ์เรื่องราวยื่นขออนุญาตนำหีบเสียงและแผ่นเสียงจำนวนหนึ่ง คิดเป็นเงินตราอินเดีย ๑๕,๐๐๐ รูปี คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ตกเป็นเงินไทยประมาณ ๓-๔หมื่นบาท เพราะเงินตราต่างประเทศเช่นดอลลาร์และเงินปอนด์ของรัฐบาลมีไม่มาก เราสงวนให้ท่านเอาไว้สั่งสิ่ง ของที่ต้องการใช้บำรุงประเทศให้เป็นประโยชน์ส่วนรวม เราขออนุญาติเป็นเงินรูปีที่มีเหลืออีกหลายสิบล้านคงจะได้พอขายประทังไปสัก ๓-๔ เดือน เหตุการณ์คงคลี่คลายลง เชื่อว่าการซื้อขายกับต่างประเทศก็คงสะดวกขึ้น เราจะได้ไม่ต้องไปรบกวนท่านเจ้าพนักงาน การยื่นเรื่องราว ครั้งนี้ให้หลังเพียง ๒ อาทิตย์ก็ได้รับความกรุณาจากคณะกรรมการบอร์ด ๑ อนุญาตให้นำหีบเสียงแผ่นเสียงจำนวนนั้นเข้ามาได้ แต่ตามระเบียบ ต้องไปยื่นขอเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ข้าพเจ้าเชื่อ ๑๐๐ % เต็มว่า เรื่องเงินตราไม่มีปัญหาต้องได้แน่ๆ เพราะท่านต้องมี เงินตราให้เรา ท่านจึงอนุญาตให้นำเข้า เมื่อได้ทำการยื่นขอซื้อเงินตราต่างประเทศให้หลังแล้ว ก็ติดต่อไปยังโรงงานผลิตหีบเสียงและแผ่นเสียง ให้ข้าพเจ้าทันที ทางโรงงานก็เตรียมผลิตสินค้า ๒ อย่างนี้สำรองไว้คอยคำสั่งลงเรือจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ไปติดต่อเรื่องเงินตรานี้เสมอมา คง ได้รับตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าต้องเข้าคิวบ้าง พิจารณายังไม่ถึงบ้าง จนเวลาล่วงเลยไปตั้ง ๕-๖ เดือน ชักอิดหนาระอาใจเต็มทนจึงขนเอาเรื่องนี้ไป เล่าให้เพื่อนฝูงฟัง เพื่อนผู้อารีก็บอกว่าอย่าไปคอยเขาเลย ไม่ได้กินแน่ถ้าไม่หยอดน้ำมัน ข้าพเจ้าก็แย้งว่า การขอเงินตราโดยได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการควบคุมแล้วยังต้องมีการหยอดน้ำมันอีกหรือ การกระทำดังว่านี้เป็นการติดสินบนเจ้าพนักงานมันผิดกฎหมายอาญามาตราที่เท่าใด จำไม่ได้เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย แต่จำได้แน่ว่าต้องติดตะราง ข้าพเจ้ารับสารภาพกับเพื่อนว่าไม่กล้าทำ สหายก็ว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้แอ้ม เมื่อยัง ต้องการก็ต้องจุดไต้หาซื้อตามถนนทรงวาด จะเอาสักเท่าไรก็ได้ ข้าพเจ้าสงสัยถามว่า ไปซื้อเงินตราทำไมต้องจุดไต้ สหายของข้าพเจ้าว่า เพราะ สมัยนี้เป็นสมัยมืด เราไปซื้อเงินตราที่ตลาดมืดจึงจำต้องจุดไต้ไปส่อง จึงจะพบช่อง (คำว่าตลาดมืดเป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างสงคราม เลยพูดกันจนติดปากมาจนกระทั่งทุกวันนี้) ข้าพเจ้ารู้สึกโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นเหตุการณ์ใหม่ๆ อย่างสมัยนี้ การหาเงินตราทั้ง ๒ วิธีตามที่เพื่อฝูงแนะนำนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะกลัวผิดกฎหมาย จะเท็จจริงเพียงไรขอมอบไว้ให้ท่านผู้อ่าน วิจารณ์กันตามสมัครเถิด




ส่วนข้าพเจ้าก็ได้แต่พยายามไปติดต่อขอทราบจากเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาคงได้รับข่าวตอบเช่นเคย จนเวลาล่วงไปประมาณ ๑๐ เดือน จึงได้รับทราบจากธนาคารว่าเงินรูปีไม่มี ขอท่านวิญญูชนจงเอาฝ่ามือตรองดูทีหรือว่าควรจะถ่วงเวลาทิ้งไว้ตั้ง ๑๐ เดือนหรือไม่ ท่านที่นั่งเก้าอี้กินเงินเดือนไม่เดือดร้อนอะไร พอถึงเดือนท่านก็ได้ ส่วนพ่อค้าต้องกินต้องใช้ไปทุกวัน เมื่อไม่มีการค้าหาผลมาชดเชยรายจ่าย ก็ต้องกินทุนระหว่างที่คอยรับความกรุณาจากธนาคารอยู่นี้ พูดแล้วไม่อาย ข้าพเจ้ามีเงินเหลืออยู่จำนวนจำกัดพอดี สำรองไว้ซื้อเงินตราอินเดีย ๑๕,๐๐๐ รูปี เท่านั้น ไม่กล้าเอาไปหมุนทำการค้าอย่างอื่น เพราะกลัวว่าประเดี๋ยวธนาคารสั่งอนุมัติมาหาเงินชำระไม่ได้ ในที่สุดท่านก็ไม่ให้ดังใจนึก ข้าพเจ้าหน้าแห้งเพราะกินทุนตลอดเวลามาถึง ๑๐ เดือน ขอให้ท่านผู้อ่านคิดดูทีหรือว่าค่าครองชีพหลังสงครามสูงลิบตั้งสิบเท่าขึ้นไป ค่าครอง ชีพเมื่อก่อนสงครามกินได้ ๑ ปี มาหลังสงครามนี้กินได้เพียง ๑ เดือนที่ข้าพเจ้ากินทุนมาตั้ง ๑๐ เดือน ก็คือกินทุนเข้าไปตั้ง ๑๒ ปีทีเดียว ข้าพเจ้า ไม่เสียใจเลยว่าขอซื้อเงินตราไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าเสียใจที่ต้องกล่าวว่า เมื่อไม่มีเงินตราจะขายให้ ทำไมอนุญาตให้นำสินค้าเข้า เมื่ออนุญาตให้นำเข้า แล้วไม่ให้เงินตรา หมายความว่ากระไร----ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาตรงๆ ในเวลา ๗ วัน หรือ ๒ อาทิตย์ เมื่อข้าพเจ้าทราบแน่แล้วว่าไม่ได้จะ ได้ก้มหน้าไปทำมาหากินทางอื่น นี่กลับมากดกันไว้ให้กินทุนเข้าไปตั้ง ๑๐ เดือน ลงท้ายก็ปลอบใจตัวเองว่า เราอาภัพมาเกิดในสมัยฝนตกขี้หมู ไหลพวก--- มาพบกันเข้า หรือเข้าตำราดังเพื่อนของข้าพเจ้าบอกว่า "สมัยมืด" ลงท้ายเลือดเข้าตามองหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้จะไปทางไหนดี ก็มี สติคิดขึ้นได้ว่ายังมีร่มโพธิ์ร่มไทรอีกต้นหนึ่งพอพึ่งได้ก็ลองดูรีบจัดการพิมพ์คำร้อง ใจความในนั้นเมื่ออ่านแล้วคงประมวลได้ภาพชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีหัวหน้าครอบครัว คนในครอบครัวและคนงานประมาณ ๒๐ คน ไปกอดเท้าร้องไห้ขอความกรุณาต่อนายกฯ สมัย พ.ศ. ๒๔๘๙ กว่าจะพบ และยื่นคำร้องได้ต้องนั่ง ๓ ล้อวิ่งจี๋ไปถึง ๔-๕ ครั้ง พูดโดยความบริสุทธิ์ใจเมื่อได้พบท่านแล้วก็โอภาปราศรัยดี เพราะแต่ก่อนท่านยังไม่เป็นนายกฯ ท่านยังว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านก็เคยกรุณามาอุดหนุนร้านเล็กๆ ของข้าพเจ้าเสมอ ท่านก็รับปากรับคำว่าจะพิจารณาให้ความเป็นธรรม มีอย่างที่ไหน อนุญาตให้นำสินค้าเข้าได้ แต่ไม่ให้เงินตราไปซื้อ แล้วจะอิมปอร์ตเอาขี้หมาอะไรเข้ามา ข้าพเจ้าได้ยินแล้วรู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง ท่านมีใจเป็นธรรมอย่างนี้ สมเป็นหัวหน้ารัฐบาลจริงๆ ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้ายังจำได้ติดตาว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านแต่งตัวเป็น ทหารเรือฉีกบ่าทิ้งเดินไปเดินมาในหมู่ทหารที่หน้าลานพระที่นั่งอนันต์ บัดนี้ท่านเป็นใหญ่เป็นโตจนถึงนายกรัฐมนตรี ท่านยังไม่ลืมข้าพเจ้าซึ่งเป็น พ่อค้าข้างฟุตปาร์ต บางลำพู ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสบอกให้ข้าพเจ้ากลับได้ เวลาได้ล่วงไปประมาณ ๒ อาทิตย์ ข้าพเจ้าก็ไปหาท่านที่บ้านตำบลราชวิถี อีกครั้ง ทุกๆ วันท่านมีราชการงานเมืองมากมายไม่สามารถจะออกมาพบปะทั่วถึง ท่านจึงบัญชาให้เลขานุการนายกรัฐมนตรีออกมาต้อนรับและ แจ้งให้ทราบว่าคำร้องของข้าพเจ้า ท่านนายกฯ ได้สั่งไปหลายวันแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่แจ้งข่าวให้ทราบอีกหรือ ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่ได้รับข่าวจากธนาคารเลย จึงต้องมาเรียนถามทางนี้ ท่านเลขานุการรับว่าวันนี้จะเตือนให้ และกล่าวเป็นเชิงปลอบใจข้าพเจ้าอย่างมีเหตุผลว่า รู้จักข้าพเจ้าขายแผ่นเสียงมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน รัฐบาลก็มีนโยบายที่จะอุดหนุนพ่อค้าไทยซึ่งเป็นกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำภาษีราย ได้ให้แก่รัฐบาล ซ้ำพ่อค้าไทยขายแผ่นเสียงก็มีเหลืออยู่คนเดียวเท่านี้ เงินที่ขอก็เป็นรูปีซึ่งมีเหลือหลายสิบล้าน อย่างไรก็ต้องได้เพราะจำนวนเงิน รูปีที่ขอซื้อก็ไม่มาก ขอให้ข้าพเจ้าวางใจเถิด เมื่อได้ยินท่านเลขาพูดจาปราศรัยให้เหตุผลจนข้าพเจ้าหลับตาเห็นภาพราบรื่นในเรื่องนี้อย่างไม่มี ปัญหาก็อำลาท่านเลขาฯ กลับ รอคอยฟังข่าวอยู่อีก ๒ อาทิตย์ก็คงไม่ได้ความตามเคย อดรนทนไม่ได้จึงไปหาท่านเลขาฯ สำนักนายกที่ทำเนียบ ๑๖ สิงหา เมื่อพบตัวท่านเลขาฯ ก็แสดงความแปลกใจว่า ทางธนาคารเขาทำงานกันอย่างไรจึงเป็นเช่นนี้ สั่งเจ้าหน้าที่ติดต่อทางโทรศัพท์ต่อหน้า ข้าพเจ้าทันที เรียกโทรศัพท์หมุนเบอร์ตั้ง ๕-๖ ครั้งก็ไม่ได้ความ ท่านเลขาฯ หันหน้ามาพูดกับข้าพเจ้าว่า ดูเถอะคุณผมหมุนเบอร์โทรศัพท์นับครั้ง ไม่ถ้วน ซึ่งคุณก็เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ยังเอาความไม่ได้ ไม่ใช่ไม่ช่วยคุณ ยินดีช่วยจริงๆ ลงท้ายท่านเลขาฯ ผู้อารีก็แนะนำให้ข้าพเจ้าไปหาเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยตรง บางทีจะรู้เรื่องดีและเร็วขึ้น ข้าพเจ้าก็ลากลับ พอรุ่งขึ้นไปหาเจ้าหน้าที่ทางธนาคารตามคำแนะนำของท่านเลขานายก คงได้รับคำตอบ เหมือนครั้งแรกว่า "ไม่มี" นับตั้งแต่ยื่นคำร้องต่อนายกรัฐมนตรีจนถึงวันได้รับคำตอบว่า "ไม่มี" รวมเป็นเวลา ๒ เดือน ถ้ารวมครั้งแรกอีก ๑๐ เดือนคงเป็น ๑ ปี ลงท้ายแลกได้คำว่า "ไม่มี" คำเดียว เงินตราขอซื้อไม่ได้เสียเวลากินทุนเข้าไปตั้งปี ทางโรงงาน อี. แอม. ไอ. ก็เร่งเข้ามาว่า หีบเสียงและแผ่นเสียงที่สั่งได้เตรียมไว้พร้อมนานแล้ว เมื่อไรจะสั่งให้ขนลงเรือ ข้าพเจ้ากลุ้มเป็นพื้นอยู่แล้ว มาโดนข่าวเร่งเร้าเข้าอีก ก็มืดแปด ด้านไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ถ้าอายุข้าพเจ้าอยู่ในวัยหนุ่มสาวและมีเลือดร้อนหุนหันพลันแล่นอย่างที่เคยปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์เสมอๆ ก็น่ากลัว เหลือเกินว่าไม่ผูกคอตายก็คงดื่มน้ำมันระกำตามเขาไปบ้างเป็นแน่ ข้าพเจ้าคิดมาคิดไปไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงคิดถึงอุดมคติที่ถือประจำว่า ความ จริงเป็นสิ่งไม่ตาย ข้าพเจ้าก็ยึดสัจธรรมเป็นธงชัยนำโชค ตัดสินใจนำเอาความจริงส่งข่าวไปเล่าแจ้งแถลงไขให้ผู้อำนวยการโรงงาน อี. แอม. ไอ. ได้รู้ได้เห็นอุปสรรคที่เราได้วิ่งเต้นจนเลือดตาแทบกระเด็นก็ไม่สำเร็จ ถึงแม้แกจะหาว่าข้าพเจ้า "ไซมีสท๊อก" หรือ "ท๊อกไซมีส" ก็ยอม แต่เชื่อเหลือ เกินว่าแกคงไม่ลงโทษข้าพเจ้าง่ายๆ ว่าเป็นต้นเหตุของ "ไซมีสท๊อก" ที่ข้าพเจ้าต้อง "ท๊อกไซมีส" เป็นผู้ผิดครั้งนี้ก็รับบาปมาจากผู้อื่น (คำว่า "ไซมีส ท๊อก" นี้เกิดขึ้นในยุโรป เมื่อสงครามสงบลงประเทศเราประกาศว่า การประกาศสงครามเป็นโมฆะ หลังจากนั้นพวกฝรั่งทางยุโรปจึงประดิษฐ์คำพูด คำนี้ขึ้นมา ใครในสังคมพูดขี้ปดมดเท็จเขาก็ว่า "ไซมีสท๊อก") จริงดังว่าเพราะความจริงช่วยด้วยความเห็นอกเห็นใจแก่ลูกค้าเก่าซึ่งมีความซื่อสัตย์ สุจริตตลอดมา มิสเตอร์ เอช. แอล. วิลสัน. ได้ส่งแผ่นเสียงกับหีบเสียงงวดนั้นเข้ามาเป็นทำนองฝากขาย โดยขออนุญาตในกรณีพิเศษจากกอง ควบคุม ท่านผู้อ่านจงวางตัวเป็นกลางอย่างตาเต็งของกระทรวงยุติธรรมตัดสินดูทีว่า ควรจะชมพวกเราชาวไทยที่ข้าพเจ้านับถือเหมือนพ่อแม่ แต่ไม่ช่วยพ่อค้าไทยซึ่งยอมตัวเป็นลูกหลานของท่าน หรือควรจะด่าชาวต่างประเทศว่าเสนอหน้าเข้ามาช่วยพ่อค้าไทย ในที่สุดข้าพเจ้ากลับได้พึ่ง ผู้ซึ่งไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้พึ่ง ส่วนทางท่านผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองข้าพเจ้าและข้าพเจ้าเคารพเหมือนผู้บังเกิดเกล้ากราบเท้าขอความกรุณาอยู่ทุกวัน กลับพึ่งอะไรไม่ได้ข้าพเจ้าเป็นคนล้าสมัยไม่เข้าใจในคำว่า "ประชาธิปไตย" แปลว่าอะไร แต่ขอยืมคำของท่านนักประชาธิปไตยที่กล่าวขวัญกันอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันว่า พวกเราราษฎรที่ทำมาหากินอาบเหงื่อต่างน้ำแล้วนำเอาเงินรายได้ไปเสียภาษีอากรให้รัฐบาล ๆ ก็เอาเงินที่เก็บจากพวกเราไปจ้าง พวกที่มาทำงานให้รัฐบาล พวกท่านเหล่านั้นคือลูกจ้างของพวกเรา การเลือกผู้แทนหรือเลือกใครต่อใครให้เข้าไปนั่งแป้นทำงานก็คือ พวกเราเลือก ลูกจ้างเพื่อไปทำงานให้เรานั่นเอง แต่มีพวกนักขัดคอตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อลูกจ้างที่เลือกเข้าไปทำงานให้เรานั้น เขาเกิดสติวิปลาสกินจอบกินเสียม กินผ้ากินจิปาถะ ฉ้อราษฎร์บังหลวง โกงบ้านกินเมืองเหลวแหลกเละเทะส่งกลิ่นตลบยิ่งกว่ากอง--- แล้วพวกเราที่ว่าเป็นนายจ้างไม่ยักมีอำนาจ หน้าที่ไปไล่เขาออก หรือทำการประชาทัณฑ์เขาได้ อย่างนี้จะเรียกว่าเขาเป็นลูกจ้างเราได้อย่างไร เขาเหล่านั้นอาจจะคิดว่าเขาคือเทวดาจุติลงมาเกิด ก็ได้ ใครจะไปบังคับหัวใจของเขาที่เข้าใจอย่างนั้น มีสุภาษิตสำหรับประจำประเทศต่างๆ ทั่วโลกบทหนึ่งว่า ถ้าประเทศไหนจะเจริญรุ่งเรืองก็มี อำมาตย์ราชมนตรีที่ซื่อสัตย์สุจริตกตัญญูกตเวทีนั่งเมือง ถ้าประเทศใดจะล่มจมล้มละลายก็มีภูตผีปีศาจมาทรงอาสน์ สุภาษิตบทนี้จะเท็จจริง แค่ไหนหรือเหตุการณ์สมัยใดไปตรงกับสุภาษิตบทนี้เข้า ก็ขอพวกเราพิจารณากันเองเถิด จะอย่างไรก็ตามสำหรับตัวข้าพเจ้าขอกล่าวด้วยความ จริงใจว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตเคารพท่านเหล่านั้นเท่ากับพ่อแม่และขอความกรุณาต่อท่านเหล่านั้นให้เห็นว่า ราษฎรเป็นลูกหลานจงสงสาร ตาดำๆ บ้าง ถ้าลูกหลานคนไหนไม่ปฎิบัติตนเป็นพลเมืองดีก็จงทำโทษไปตามกรณีที่ทำผิดเถิด ส่วนลูกหลานคนไหนทำมาหากินประพฤติตนเป็น คนสุจริตไม่ผิดศีลธรรมแล้วไซร้ก็ได้โปรดกรุณาตามสมควรบ้าง ถ้าท่านเหล่านั้นบำเพ็ญได้อย่างที่ว่านี้จะเป็นบุญคุณแก่ประเทศชาติไทยอย่าง ใหญ่หลวง และประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองสมชื่อประเทศไทยทันตาเห็น สำหรับเรื่องเงินรูปีที่พล่าเวลาทรมานจิตใจ ข้าพเจ้าตั้งปีก็ไม่ได้ผลอะไร ดังกล่าวมาข้างต้น แม้กระทั่งวันนี้ ข้าพเจ้าก็มิได้ปักใจโยนความผิดไปให้ฝ่ายใด เพราะอาจเป็นด้วยท่านนายกฯ สมัยนั้นมีราชการแผ่นดินสำคัญกว่า และลืมสั่งไปทางธนาคารก็อาจเป็นได้ หรือมิฉะนั้นทางธนาคารอาจไม่มีเงินรูปีจ่ายให้ข้าพเจ้าแลกจริงก็อาจเป็นได้อีกเช่นเดียวกัน บัดนี้ผลกรรม อันนั้นได้ผ่านไปแล้ว และข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้นเป็นผู้รับบาป คิดถึงแต่อาตมาภาพว่าทำไมช่างอาภัพเช่นนี้ จึงเล่าถึงเคราะห์กรรมของข้าพเจ้าซึ่ง เป็นพ่อค้าไทยฐานะน้อยๆ คนหนึ่งให้เพื่อนพ่อค้าร่วมอาชีพติดต่อค้าขายได้วินิจฉัยเป็นคติบ้างเท่านั้น
เนื่องจากการขอซื้อเงินตราของข้าพเจ้าไม่ได้ การติดต่อสั่งสินค้าต่อไปจึงยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะทุกๆ ประเทศหลังสงครามต่างก็ระวังตัวกันแจ การส่งของออกนอกประเทศก็ต้องได้มา ซึ่งเงินตราต่างประเทศจึงจะอนุญาตให้ส่งออก ประเทศไทยเราใครจะส่งสินค้าออกนอกก็ต้องได้มาซึ่ง เงินต่างประเทศ จึงจะอนุญาตให้นำออกดุจกัน ด้วยกรณีดังกล่าวแล้วผู้อำนวยการ อี. แอม. ไอ. จึงอุตส่าห์ขึ้นเครื่องบินมาเมืองไทย เมื่อต้น เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เพื่อหารือในการติดต่อซึ่งจะดำเนินกันต่อไปเช่นก่อนสงคราม กิจการทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น เพราะ ได้เคยติดต่อกันมานาน รู้ดีว่าข้าพเจ้าเป็นลูกค้าที่ควรเชื่อถือได้แค่ไหน แต่ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่เงินตรา เพราะก่อนจะนำสินค้าออกนอกประเทศ ต้องไปขออนุญาตจากเจ้าพนักงานกองควบคุมของประเทศนั้น แต่การขออนุญาตนำออกต้องมีหลักฐานแสดงว่าได้เงินตรามานอนอยู่ในธนาคาร เพื่อชำระค่าสินค้าที่จะนำออกของประเทศนั้นประกอบไปด้วย เจ้าพนักงานควบคุมจึงจะยอมอนุญาตให้นำสินค้าออกได้ เมื่อข้าพเจ้าไม่มีเงินตรา ไทยไปซื้อเงินตราต่างประเทศส่งไปเป็นทุนสำรองไว้ในธนาคารต่างประเทศที่จะส่งสินค้าออกดังกล่าวแล้ว ก็จะติดต่อทำการค้าไม่สะดวก ท่านผู้ อ่านย่อมทราบแล้วว่าข้าพเจ้าเสียเวลากินทุนมาตั้งปี เงินทองก็ร่อยหรอในระหว่างสงครามก็ไม่มีโอกาสได้หยิบฉวยร่ำรวยอะไรกับเขา จะหาเงินที่ ไหนพอส่งล่วงหน้าไปนอนอยู่ในธนาคารต่างประเทศได้ ลงท้ายนายวิลสันก็ดีใจหาย ออกอุบายเอาทุนของโรงงานมาให้ข้าพเจ้าค้า โดยมอบให้เป็น ผู้แทนของโรงงานขายสินค้าทุกอย่างที่โรงงานผลิต เช่น หีบเสีย เข็มเสียง ตลอดจนแผ่นเสียง ต้องลงทุนเท่าใดโรงงานออกให้ทุกอย่าง ทั้ง เครื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับสินค้าแผนกนี้ ทางโรงงานจะส่งให้ขายก่อนโดยไม่ต้องส่งเงินไปจนกว่าจะขายได้แล้วจึงส่งเงินไปให้เขา พูดกันให้เข้าใจ ง่ายๆ ก็คือ ส่งสินค้าเหล่านี้เข้ามาฝากขาย แต่มีข้อไขว่าเครื่องหมายการค้าต้องเป็นของ "โรงงาน" คือให้กระต่ายกลายเป็นตัวโน้ต เพราะโรงงาน ออกทุนให้ทำการค้า ฟังดูรู้สึกว่าผู้อำนวยการใหญ่ใจดีเหลือเกิน จะอุปถัมภ์ค้ำชูข้าพเจ้าจริงๆ ถ้าไม่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าแล้ว ดูเหมือนต้อง วันทารับไว้ทันที แต่เมื่อคิดถึงเครื่องหมายการค้า "ตรากระต่าย" ที่อุตส่าห์มานะบากบั่นมาจนถึงขั้นนี้แล้วจะต้องมาจำแลงแปลงกายไปเป็นตรา อื่นก็สุดเสียดาย จึงขอความเห็นใจจากมิสเตอร์วิลสันอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีทางอื่นที่จะช่วยเหลืออีกแล้วหรือ แกบอกว่ายินดีจะช่วยเหลือลูกค้าเก่า อย่างข้าพเจ้าทุกทาง แต่เท่าที่เสนอไปให้นี้ก็เห็นว่าเป็นลูกค้าดี ห้างร้านอื่นๆ อยากได้จะตายไป แกยังไม่ยอมให้สิทธิ์เช่นนี้เลย ด้วยความจริงใจ จะไปหาใครดีเหมือนมิสเตอร์วิลสันนั้นหายาก ลงท้ายไม่มีทางออกปัญหามีอยู่ที่ว่า ข้าพเจ้าจะยอมเปลี่ยนตราหรือไม่ ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนตราต้อง หาเงินมา ข้าพเจ้าหมดที่พึ่งพาอาศัยจะไปกู้เขาดอกเบี้ยก็เอาตาย ถ้าต้องการจะค้าก็ต้องเปลี่ยนตรา ข้อนี้ทำให้รู้สึกหงุดหงิดตะขิดตะขวงใจ ดู ประหนึ่งว่าจะต้องเสียความอิสระอธิปไตยไปอย่างน่าใจหาย เพราะได้พยายามประคับประคองกระต่ายมาตั้ง ๒๐ กว่าปี จะมาสูญหายตามตราอื่น ไปอีกหรือ การเสียตราอิสระก็เท่ากับเสียธงประจำตัว ถ้าคิดกว้างใหญ่ไพศาลออกไปก็เท่ากับเสียเอกราช ฉะนั้นหัวเด็ดตีนขาดก็ขอพยายามดิ้นรน จนสุดแรงเกิด ข้าพเจ้ามีที่ดินอยู่เท่ากระแบะมือแปลงหนึ่ง จึงจัดการขายที่ดินแปลงนั้นทันที เพื่อเอาเงินนั้นแลกความเอกราชของเราไว้ให้อยู่เป็น ตราอิสระต่อไป เมื่อจัดการขายที่ดินเป็นเงินมาได้ก็เอาไปซื้อเงินตราต่างประเทศจากตลาดมืดส่งไปเป็นทุนสำรองไว้ในธนาคารของประเทศที่จะ ส่งสินค้ามาให้ข้าพเจ้าได้แล้ว การเจรจาซื้อขายก็ไม่มีปัญหาอีก ตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อยทุกประการ ผู้อำนวยการใจดีก็ขี่เครื่องบินกลับในกลาง เดือนนั้น หลังจากนาย เอช. แอล. วิลสัน กลับแล้ว การค้าของข้าพเจ้าก็เริ่มดำเนินการต่อไป ในโอกาสนั้นจึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เพื่อนำบทเพลงพระราชนิพนธ์อัดลงในแผ่นเสียง "ตรากระต่าย" ซึ่งในไม่ช้าก็ได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทเพลงพระราชนิพนธ์อัดลงในแผ่นเสียงงวดใหม่เป็นปฐมฤกษ์หลังสงคราม ซึ่งจะได้นำออกจำ หน่ายต่อไปในงวด ๕๒ นี้




เมืองไทยซึ่งเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ประชาชนชาวไทยจึงเคารพนับถือพระพุทธโอวาทในคำว่า "อนิจจํ" ทุกสิ่งทุกอย่างทุกรูปทุกนาม จะหนีคำของพระพุทธโอวาทนี้ไปไม่ได้ฉันใด การค้าแผ่นเสียงในประเทศไทยก็อยู่ในข่ายแห่งคำนี้ฉันนั้น หลายห้างหลายบริษัทที่ตัดใจไม่ค้าสินค้า แผ่นเสียงไปจับสินค้าอื่น เพราะแผ่นเสียงยิ่งขายนายก็ยิ่งมีเหลือมากขึ้นทุกที ในที่สุดเมื่อคิดหักลบกันแล้วกำไรไม่เป็นตัวเงิน เหลือเป็นแผ่นเสียง ไปหมด เวลาหิวจะหยิบมาเคี้ยวรับประทานไม่ได้ เวลาต้องการเงินจะขายเอาเงินใช้ในราคาถูกๆ ก็ไม่มีใครต้องการ เพราะแผ่นเสียงไม่เหมือนของ อื่น เมื่อเขาไม่ชอบเพลงนั้นแล้วให้เขาเปล่าๆ เขาก็ไม่อยากได้ ครั้งสมัยโน้นห้างใหญ่บริษัทโตที่เลิกขายไปก็นับไม่ถ้วน แต่พอจะชักตัวอย่างให้เห็น ในระยะใกล้ๆ ก็ได้ดังนี้ ห้างสุธาดิลกขายรุสต๊อกแล้วยุติการค้า ราคาแผ่นละ ๒๕ ส.ต. ห้างบีกริมขายล้างสต๊อกแล้วเลิกไม่ค้าแผ่นเสียงต่อไป ขายแผ่นละ ๕๐ ส.ต. อีกห้างหนึ่งก็เปิดกรุขายรุแผ่นละเพียง ๕๐ ส.ต. เหมือนกัน แต่เหลือสต๊อกมากมายขายไม่รู้จักหมดจนถึงเวลาก็ยังมี ส่วน สถิติของข้าพเจ้าพอจะเล่าให้ฟังได้ว่า สินค้าแผ่นเสียง "ตรากระต่าย" ของข้าพเจ้านับว่าเพลงการนำสมัยยังไม่พ้นค้างล้างสต๊อกไม่หมด พอ สงครามระเบิดก็อิมปอร์ตเข้ามาไม่ได้เป็นเวลาหลายปี สต๊อกที่เหลือมาแต่ก่อนสงคราม ขายมาจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมีเหลือ พูดถึงสินค้าที่มาจาก ต่างประเทศในระหว่างสงครามซึ่งนำเข้ามาไม่ได้ เขาขายกันหมดแล้วหมดเล่าตั้งร้อยแปดพันเก้าครั้ง แต่แผ่นเสียงขายไม่หมด ตามเหตุผลข้าง บนนี้ ข้าพเจ้าต้องทนทำอยู่ก็เพราะไม่ได้ฉกฉวยเอาความรวยไว้ในระหว่างสงคราม ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสได้ร่ำรวยเหมือนชาวบ้านแล้ว ป่านนี้ข้าพเจ้า ก็ทิ้งสินค้าอย่างนี้เหมือนห้างอื่นๆ ที่ทิ้งไปแล้วเหมือนกัน เมื่อไม่มีทุนจะหมุนไปทางอื่นก็ต้องทนทำ ไม่ใช่ทำทน และก็ต้องประหยัดจำกัดจำเกี่ยที่สุด เป็นเจ้าของก็ใช่ เปิดแผ่นเสียงขายก็เป็น กวาดบ้านปิดร้านก็ทำได้ ตลอดจนโต้ตอบจดหมาย เขียนแจ้งความทำโฆษณารับเหมาเอาไว้คนเดียว จึง ขับเคี่ยวอยู่มากได้ในระหว่างพ่อๆ ลูกๆ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติอย่างว่า ก็น่ากลัวจะต้องหยุดพักไปตากอากาศเสียนานแล้ว ที่กัดฟันอุตส่าห์ทำมาได้ ถึงบัดนี้จนกระต่ายบรรจบครบ ๒๕ ปีก็ประเสริฐแล้ว แต่กระต่ายน้อยอาภัพอับโชคตัวนี้ยังไม่มีกระต๊อบอยู่ ต้องผจญภัยฝ่าอุปสรรคเรื่อยๆ มา รวยก็ไม่เห็นรวยเหมือนพ่อค้าโชคดีทั้งหลาย ซ้ำยังต้องทำงานเหมือนกรรมกรคนหนึ่งทุกวัน หรือจะเป็นพรหมลิขิตติดหลังมาว่าต้องทำงานการ ค้าพอได้รับประทานไปวันหนึ่งๆ เท่านั้นก็ได้ ลงท้ายเลยปลอบใจตัวเองว่า พระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนเห็นข้าพเจ้าได้ฟังเพลงมีความสุขเพลิดเพลิน บ้างแล้ว ไม่ต้องประทานเงินทองให้มากท่านให้เพียงพอกินพอใช้ก็แล้วกัน ท่านต้องสงวนไว้ให้คนขยัน ทำงานหนักมีแต่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่ ได้รับความรื่นเริงบันเทิงใจ พระผู้เป็นเจ้าต้องประทานเงินให้เขามากๆ จึงจะเป็นธรรม เมื่อคิดสรุปเหตุผลต้นปลายได้เช่นนี้ก็พอมีความสุขใจ ไปได้วันหนึ่งๆ




กาลเวลาได้ผ่านมาบรรจบครบปีที่ ๒๕ ของ "ตรากระต่าย" ตามประเพณีขอไทยแต่สมัยโบราณว่าเข้าขีด "เบญจเพส" จึงมีเหตุเพทภัยบันดาล ให้มีเคราะห์ครั้งสุดท้ายคือ ต้องย้ายสาขาไปรวมกับสถานที่เก่า อุปสรรคต่างๆ ซึ่งกระต่ายตัวน้อยแทบไม่สามารถจะผ่านพ้นไปได้ แต่ในที่สุดกุ ศลหนุนบุญช่วยให้ลุล่วงปลอดภัยมาจนบรรจบครบวันเต็มขวบปี ณ วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ นี้ ข้าพเจ้าจึงได้จัดการรับขวัญทำบุญ สะเดาะเคราะห์ฉลอง "ตรากระต่าย" จึงได้จัดพิมพ์สมุดที่ระลึก "กระต่าย ๒๕ ปี" ซึ่งอยู่ในมือของท่านที่ถืออ่านอยู่ในบัดนี้ อาศัยคุณพระ ศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขอความร่มเย็นเป็นสุขหมดเคราะห์สิ้นทุกข์กันแต่เพียงนี้ หรือจะพูดอย่างสมัยใหม่คือ ต่อไปนี้พวกเราจะได้พึ่งบารมี รัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งประดิษฐ์จากสมองของท่านรัฐบุรุษชั้นสูง คงจะจูงใจให้ท่าน จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ของเราสดชื่นแจ่มใสในการบริหารราชการแผ่นดิน ฯพณฯ ท่านได้รับการแต่งตั้งจากองค์พระมหากษัตริย์ฯ พร้อมท่านได้รับความไว้วางใจ จากสภาผู้แทนราษฎรก็เสมือนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนพลเมืองในชาติทั้ง ๑๘ ล้านคน ชอบด้วยวิธีการปกครองตามระบบประชาธิปไตย ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมเป็นนิมิตอันดีว่า ฯพณฯ ท่านจะได้นำรัฐนาวีไทย ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยเป็นแน่แท้ และนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พวกเราชาวไทยโดยทั่วถึงกัน ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้มีอุปการคุณที่เคารพนับถือ และท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่านประวัติย่อ ๆ พอเป็นสังเขปของ "ตรากระต่าย" ซึ่งข้าพเจ้าให้หัวข้อเรื่องว่า"อกกระต่าย ๒๕ ปี" ด้วยประการฉะนี้



ได้ยินเสียงเพลง แล้วคิดถึงกระต่าย
ต.เง๊กชวน กระต่ายตัวนี้ มีเสียงเพลง


โดย นายยางสน...คนบางขวาง
ย้อนเวลากลับไปในสมัยแผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวง ราวปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ในค่ำคืนหนึ่ง ที่ตำบลบ้านใหม่ เมืองฉะเชิงเทรา มณฑลปราจีนบุรี

คืนนั้น จักจั่นเรไรที่เคยกรีดก้องพ้องเสียงยามเมื่อคล้อยแสงแห่งทิวาส่งบรรเลงเป็นทิพย์สำเนียงเพลงธรรมชาติ มิอาจทานทัดและจำต้องยินยอมสยบศิโรราบด้วยเสียงมหรสพสมโภชประโคมแข่งในงานบุญรื่นเริง วาระของการโกนจุกเด็กน้อยผู้เป็นแก้วตาดวงใจของสองผู้เฒ่าตายายผู้มั่งคั่ง ด้วยการประกอบสัมมาชีพในด้านการซื้อขายแลกเปลี่ยนทองรูปพรรณ จนเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในชาวบ้านละแวกตลาดบน ในชื่อ ตาเตียง และยายหมา

เมื่อ "บ้านนี้มีงาน" และยิ่งเป็นบ้านผู้มีอันจะกิน จึงถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐของชาวบ้านทั่วไปที่จะได้เพลิดเพลินเจริญใจกับสิ่งบันเทิง ที่สามารถเลือกทัศนาตามแต่ความนิยมชมชอบหลากหลายประเภท โดยที่ไม่ต้องเสียอัฐเสียสตางค์ ทั้งที่เคยชินหูชินตากันมาบ้างแล้ว หรือแม้แต่ของแปลก ของแหกตาสารพัด ที่ว่าจ้างจัดกันมาแต่เมืองหลวง

หน้าบ้านตาเตียงและยายหมา ได้ปลูกโรงขึงผ้า ยกแคร่ขึ้นง่ายๆ อุปโลกน์กันด้วยประชามติที่เป็นเอกฉันท์ของผู้ชม สมยอมให้เป็นท้องพระโรง เป็นป่า มหาสมุทร สุดตามแต่ท้องเรื่องจะพาไป

ที่นั่นเป็นการแสดงลิเกของคณะนายสุ่ม ซึ่งในสมัยนั้นใช้ผู้แสดงเป็นชายล้วน ตัวนางก็เป็นชาย (เพียงร่างกายหรือจะมีใจปฏิพัทธ์เป็นทุนด้วยก็มิอาจยืนยัน) จึงต้องเอาผ้าขาวม้ายัดโน่นยัดนี่ ให้เกิดเส้นสายองค์เอวที่น่ามอง สมจริงสมใจมากขึ้น

ในบริเวณใกล้เคียงก็เป็นคณะละครรำของขุนหลี โดยมีแม่ปุ่ยสาวงามเป็นนายโรง จับเรื่องร้องรำกับแม่สินผู้ซึ่งรับบทนางยักษ์ได้อย่างสนิทสนม แม้เธอจะมองเห็นโลกด้วยตาเพียงข้างเดียวก็ตาม

หากแต่การแสดงของทั้งสองคณะมีชาวบ้านสนใจดูเพียงหยิบมือเพราะเป็น "ของตาย" เคยเห็น เคยฟังกันอยู่ หนำซ้ำนักแสดงทั้งหลายยังเป็นคนกันเองมีที่พำนักถิ่นฐานอยู่ในตำบลนั้นเข้าให้อีก ซึ่งดูจะผิดแผกกับการแสดงงิ้วที่ลานดินกว้างหน้าโรงบ่อน (อัครสถานแห่งความบันเทิงที่ผู้นิยมการวัดดวงสิงสถิตกัน) ที่เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนไทย จีน ลาว แขก ทุกเพศทุกวัย มุงดูกันมืดมิด จนมองไม่เห็นตัวนักแสดงที่กำลังวาดลวดลายอยู่ มีเพียงเสียงปี่ ซอจีน ม้าฬ่อ และเครื่องดนตรีต่างๆ ดังลอดออกมาเท่านั้น

หนึ่งในนั้นก็คือเด็กชายเตีย วัย ๕ ขวบ ลูกชายหมอยาจีน สมญา "ซินแสส่ง" รวมอยู่ด้วย

เพราะความซนและสนใจใคร่รู้ในสิ่งแปลกใหม่ของเด็กบ้านนอกผู้ห่างไกลความศิวิไลซ์ของเมืองกรุง ผนวกกับความหลงใหลในเสียงดนตรีที่มีอยู่เดิม เด็กน้อยจึงค่อยๆ มุดฝ่าแผงฝูงชนเข้าไปดู

เหลียวซ้ายแลขวาก็หาโรงงิ้วไม่พบ นักดนตรีก็ไม่มี เห็นแต่งิ้วหน้าดำ หน้าแดง แผลงฤทธิ์กันอยู่บนลานดินฝุ่นตลบ...

แล้วเสียงดนตรีที่ได้ยินล่ะ มาจากไหน...?

หัวใจเด็กน้อยพองโต...หรือว่าจะเป็นเสียงดนตรีที่มาจากสิ่งที่เขาใฝ่ฝันจะเห็นจริงๆ กับตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง...

เขาค่อยๆ เดินตามเสียงเพลงนั้นไป กระทั่งได้ยินชัดเจนจนรู้สึกได้ว่ามีเพียงฝาลูกกรงเหล็กของโรงบ่อนเท่านั้นที่ขวางกั้นสิ่งที่เขาฝันถึง...

เขาค่อยๆ งัดแงะฝาลูกกรงเหล็กของโรงบ่อนออกดูทีละน้อย ด้วยใจระทึก...

และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ใบหน้าของเด็กน้อยเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข

วัตถุทรงกระบอกทำด้วยทองเหลืองตอนปลายแผ่ออกเป็นดอกลำโพง ยาวประมาณ ๑ วา ตอนต้นเรียวติดกับตัวเครื่อง มีหัวกลมเล็กเรียกว่าหัวกะโหลก สำหรับใส่เข็มโลหะเล็กแหลม มีกุญแจไขลาน ที่ฐานมีกระบอกเล็กๆ กลมกลวงเหมือนกระบอกไม้ไผ่สวมอยู่ติดกับท่อเหล็กที่ตัวเครื่อง เมื่อนำเข็มวางไปบนกระบอกที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ก็เกิดเสียงดนตรีดังออกมาอย่างน่าอัศจรรย์...

จากเพลงงิ้ว เพลงเป๋ (เพลงฉ่อย) แหล่เทศน์ การร้องส่งพิณพาทย์ เครื่องสาย เป็นเสียงที่ช่างไพเราะและเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจเหลือเกินในความรู้สึกของเด็กชายน้อยๆ ผู้นั้น

หากแต่เขาจะรู้หรือไม่ว่า ๔๑ ปีให้หลังนับแต่วันที่เขาได้เห็นและได้รับความสุขจาก "กระบอกเสียง" เครื่องนั้น เขาจะได้กลายเป็นผู้ที่แบ่งปันมอบความสุขจากเสียงดนตรีให้เข้าไปขับบรรเลงในบ้านเรือนของผู้คนอีกมากมายนับร้อยพัน พร้อมๆ ทั้งฝากชื่อของเขาให้เป็นเรื่องราวเล่าตำนาน ให้ชนรุ่นลูกหลานรู้จักในชื่อ "ต.เง๊กชวน"

ต.เง๊กชวน หรือเตีย เง๊กชวน เป็นบุตรของนายยิ่งเกี๊ยด หมอยามีชื่อ ที่ชาวบ้านตลาดใหม่เรียกว่า "ซินแสเส่ง" และนางเหลี่ยม เกิดเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ตำบลตลาดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ร่ำเรียนหนังสือขั้นต้นที่โรงเรียนเทพนิมิตร ตำบลบ้านใหม่ จนกระทั่งย่างเข้าวัยหนุ่มอายุ ๑๗ ปีจึงย้ายเข้ามาทำงานในบางกอก แม้ความรู้น้อยแต่เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ไม่เลือกงาน จึงไปเป็นเด็กรับใช้ ได้เงินเดือน ๑๒ บาท และด้วยความรักฝังใจในเรื่องของดนตรีและการแสดง นายเตียจึงแสวงหาโอกาสให้ตัวเองได้เข้าสู่ถนนสายบันเทิง โดยเริ่มจากการรับจ้างเป็นผู้ควบคุมออกสายหนังเร่ขายยา โดยนำภาพยนตร์จากโรงหนังพัฒนาการไปเร่ฉายในหลายจังหวัดภาคใต้ ก่อนที่จะไต่เต้าไปเป็นผู้จัดการโรงหนังบางรัก ย้ายไปบางกระบือ ข้ามไปปีนัง และมาจบลงที่บางลำพูตามลำดับ

เมื่อว่างจากงานภาพยนตร์ก็รับหนังสือมาขาย จนกระทั่งคิดการใหญ่พิมพ์หนังสือความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์และบทเพลงต่างๆ ที่ตนเองมีความสนใจด้วยทุนรอนส่วนตัว ซึ่งว่ากันว่าน่าจะเป็นหนังสือประเภทดาราภาพยนตร์ นักร้องฉบับแรกของเมืองไทยด้วยซ้ำไป

ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนสามารถลงทุนเปิดร้านของตัวเองขายของเบ็ดเตล็ดที่สี่แยกบางลำพู บริเวณหน้าโรงหนังบางลำพูได้ (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๕) และหนึ่งในสินค้าที่รับมาขายก็คือแผ่นเสียงที่ไปซื้อมาจากร้านรัตนมาลา และบีกริม ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าโอ่อ่า ทันสมัยในยุคนั้น มาจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง

ขณะเดียวกันในใจของนายเตียก็กำลังคิดการใหญ่เสียยิ่งกว่าการลงทุนพิมพ์หนังสือในครานั้นมากมายนัก...เขาเริ่มมีความคิดที่จะทำในสิ่งที่ยังตรึงอยู่ในใจของเขาตลอดมา....นั่นคือการอัดแผ่นเสียง นั่นเอง

กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ห้างสุทธาดิลกได้จ้างฝรั่งเข้ามาทำการบันทึกเสียง นายเตียจึงเข้าไปเจรจาให้นายช่างผู้นั้นบันทึกเสียงให้ตนด้วย โดยการบันทึกขณะนั้นยังไม่ใช้ระบบไฟฟ้า เป็นการร้องและเล่นดนตรีให้เสียงผ่านเข้าไปในดอกลำโพง ให้คลื่นเสียงไปขูดเป็นร่องบนแผ่นขี้ผึ้ง

ในครั้งแรกนั้นได้บันทึกเพลงรับร้องด้วยวงดนตรีประเภทต่างๆ เช่น แตรวง พิณพาทย์ และเครื่องสาย เมื่อบันทึกเสียงเสร็จแล้วก็ส่งกระบอกขี้ผึ้งไปยังต่างประเทศเพื่อทำเป็นแผ่นเสียงกลับมา โดยนายเตียได้ออกแบบเครื่องหมายการค้าตรา "กระต่าย" อันเป็นปีเกิดของตน ปิดทับตราเครื่องหมายการค้าของฝรั่งเสียอีกทีหนึ่ง

ในการบันทึกเสียงครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๑ บันทึกเสียงเพลง เขมรไทรโยค แทนบทร้องเดิมที่หลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตะวาภัย) ร้องไว้จากเรื่องวั่งตี่ เริ่มบันทึกละครร้องละครปราโมทัย (ปรีดาลัย) ขณะเดียวกันก็พยายามหาความรู้จากการสังเกต ซักถามช่างฝรั่ง จนฝรั่งหวงวิชาระแวงไม่กล้าให้เข้าไปดูการทำงานของซาวนด์เอ็นจิเนียร์ในห้องเครื่อง

ครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ บันทึกเสียงละครร้อง เช่นของคณะศรีพัฒนา (ศรีโอภาส) ทิดเขียว (สิน ศรีบุญเรือง) ซึ่งลงขันผลิตร่วมกับพรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา) เป็นเพลงไทยเนื้อเต็ม โดยใช้วงเครื่องสายฝรั่งบรรเลงแทนปี่พาทย์ที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม

จากนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงทิ้งช่วงการบันทึกเสียงในครั้งที่ ๔ มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยนายเตียได้สร้างวงแยสแบนด์ของตัวเอง และได้บันทึกเพลงสากลที่แปลงมาจากเพลงไทยรวมถึงเพลงละครจำนวนมาก เช่น จันทร์เจ้าขา โรสิตา ห้วยแก้ว โดยเปลี่ยนแปลงรูปโฉมกระต่ายน้อยให้เป็นสีทองลอยเด่นบนแผ่นกระดาษกลมสีแดง

ในครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๘๐ บันทึกเพลงละครของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น และเพลงของท่านกำลังเป็นที่ขึ้นหม้อ นอกนั้นก็เป็นเพลงละคร เช่น แสนหวี โชคมนุษย์ น้ำทะเล อนุสาวรีย์ไทย อีกทั้งยังได้บันทึกเสียงเพลงพื้นเมืองเชียงใหม่ โดยตามช่างซอจากเมืองเหนือบันทึกลงแผ่น ที่ยังคงติดปะพะยี่ห้อกระต่ายน้อยเป็นสำคัญ หากครานี้อยู่บนวงกลมสีน้ำเงิน

ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๘๑ คราวนี้มาแปลก บันทึกแผ่นเสียงสำหรับเป็นสื่อการสอนเพื่อใช้ในโรงเรียนต่างๆ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด มีนักร้องนักดนตรีชื่อดังหลายท่านที่ฝากผลงานไว้ เช่น หลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตะวาภัย) ครูเชื้อ นักร้อง โดยครูพริ้ง ดนตรีรส ตีระนาดเอก และควบคุมวงดนตรี

ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๘๒ หันมาเจาะตลาดภูมิภาคอีกครั้ง มีเพลงพื้นเมืองพายัพ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ซอเชียงใหม่ หมอลำ หมอแคน เพลงโคราช หนังตะลุง มโนราห์ มากันครบครัน

รวมถึงการบันทึกเสียงร้องครั้งแรกของด.ญ.จุรี ซึ่งเมื่อแตกเนื้อสาวเธอได้กลายเป็นดาวเด่นประดับวงการเป็นขวัญใจ และเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงในชื่อ "มัณฑนา โมรากุล"

แต่เพลงที่บันทึกเสียงในครั้งนั้นที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลายก็คือ เพลง "น้ำเหนือบ่า" ของครูพิมพ์ พวงนาค ซึ่งประจวบเหมาะกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕

ครั้งที่ ๘ พ.ศ. ๒๔๘๓ บันทึกเสียงผลงานเพลงของหลวงวิจิตรวาทการเพิ่มเติมจากครั้งที่แล้วจากละครเรื่องเจ้าหญิงแสนหวี เบญจเพส มหาเทวี ศึกถลาง โดยได้นางเอกดาวรุ่งของกรมศิลปากรในขณะนั้น คือลัดดา สารตายน (ศิลปบรรเลง) มาบันทึกเสียงร้องไว้หลายเพลง รวมทั้งเพลงปลุกใจอีกจำนวนมาก เช่น ตื่นเถิดชาวไทย เลือดไทย ถิ่นไทย แหล่งไทย รักไทย รวมไทย ไทยก้าวหน้า เป็นต้น

ในช่วงก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพาได้เริ่มบันทึกเสียงวงสุนทราภรณ์ โดยครูเอื้อ สุนทรสนาน วินัย จุลบุษปะ ร้องเพลงทาษน้ำเงินเป็นเพลงแรก และเมื่อสงครามเริ่มก่อตัวขึ้นกองทัพลูกพระอาทิตย์ก็ยาตราเข้าสยามประเทศในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เกิดการสูญเสียทุกหัวระแหงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน...

การบันทึกเสียงหยุดชะงัก โรงงานแผ่นเสียงที่เยอรมนีถูกทำลาย รวมถึงภรรยาของนายเตียก็เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายในสงครามครั้งนั้น

เมื่อสงครามสงบ นายเตียได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นำเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน ยามเย็น ชะตาชีวิต และใกล้รุ่ง มาบันทึกเสียง โดยปันผลกำไรส่งไปบำรุงโรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี

หลังจากนั้นยังมีการบันทึกเสียงต่ออีกหลายครั้ง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น เทปบันทึกเสียงเริ่มเข้ามาครองตลาดผู้บริโภคด้วยความสะดวกในการใช้งานและราคาที่ถูกกว่า แผ่นเสียงจึงค่อยๆ ลดความนิยมและค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม

กระทั่ง นาย ต.เง๊กชวน ถึงแก่กรรม ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓ (๘๑ ปี)

๗๗ ปีแล้วนับจากวันที่แผ่นเสียงตรากระต่ายได้ทำหน้าที่ขับกล่อมผู้คนและรับใช้สังคมมาอย่างซื่อสัตย์ แม้ว่าปัจจุบันได้เลิกรากิจการไปด้วยเหตุปัจจัยแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หากแต่แผ่นเสียงตรากระต่ายของนาย ต.เง๊กชวน ได้ทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวต่างๆ ให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้มากมาย

ปัจจุบันบริเวณสี่แยกบางลำพู บ้านเลขที่ ๑๐๐-๑๐๒ ริมถนนพระสุเมรุ ห้าง ต.เง๊กชวน ยังคงยืนสงบนิ่งมั่นคงอยู่ท่ามกลางสังคมเมืองที่รีบเร่ง และก็นับว่าเป็นข่าวดีที่อีกไม่นานห้าง ต.เง๊กชวน จะเปิดตัวขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผลงานเพลงที่บันทึกเสียง ภาพถ่ายศิลปินในสังกัด และอื่นๆ อีกมากมาย ที่บอกเล่าเรื่องราวเส้นทางการเดินทางของแผ่นเสียงตรากระต่ายให้ได้ชื่นชมกัน

หากแต่ในวันนี้ถ้ามีโอกาสเดินผ่านขอเชิญชวนลองแวะเข้าไปชิมขนมเบื้อง "แม่ประภา" ฝีมือลูกหลานนายเตีย แล้วค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัว

ไม่แน่คุณอาจจะได้ยินเสียงกระต่ายน้อยตัวนี้ร้องเพลงอยู่ก็ได้...


บทความข้างต้น คัดลอกจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ 277 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545



เยี่ยมร้านนาย ต. เง็ก ชวน พบหลานชายนาย ต. ตัวจริง
คุณไพบูรณ์ ผู้สืบทอดความฝันร้านนายต. เง็ก ชวน