ความใฝ่ฝันของมนุษยชาติต่อการเก็บรักษาเสียงที่เปล่งออกมาให้คงอยู่มีมาเนิ่นนานแล้ว
มนุษย์พัฒนาตนเองผ่านอารยธรรมการสื่อสาร
ผ่านเสียงพูดเสียงขับร้องเสียงดนตรี ผ่านการกำหนดจดจำผันแปรมาเป็นภาษาเขียน
ภาษาสัญลักษณ์มากมาย ปราชญ์ในโลกหลายต่อหลายคน
ได้พยายามคิดค้นวิธีการรักษาเสียงมนุษย์ด้วยกัน
ไว้ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ
กระทั่งนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันคนหนึ่ง โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas
Alva Edison) และผู้ช่วยของเขา จอห์น ครูเอซี (John Kruesi)
ได้ทำให้ความใฝ่ฝันของมนุษยชาติที่สานต่อกันมาเป็นความจริง ใน พ.ศ. ๒๔๒๐
ด้วยการนำแนวคิดของชาลส์ โครส (Charles Cros)
นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสอีกคนหนึ่งมาพัฒนา
จนเกิดเป็นเครื่องอัดเสียงด้วยกระบอกเสียงหุ้มแผ่นดีบุกเป็นครั้งแรก
นับแต่นั้น สรรพเสียงในโลกใบนี้ก็ไม่อาจละลายหายไปพลันดังเช่นอดีตที่ผ่านเลย
ร้อยปีเศษต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๑ หนุ่มน้อยพฤฒิพล ประชุมผล
พบรักแรกของเขาที่ตลาดนัดของเก่า สวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร
และความรักนั้นได้ติดตามเติบโตขึ้นเป็นลมหายใจและวิญญาณของเขามาจนกระทั่งทุกวันนี้
คนไทยธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ธรรมดา
ปัจจุบันอายุสามสิบหก เกิดเมื่อ ๓ ธันวาคม ๒๕๑๐
ในครอบครัวเล็กๆมุมหนึ่งของมหานครที่คับคั่งไปด้วยจราจรติดขัด
บิดาเป็นข้าราชการเกษียณอายุจาก ปตท. มารดาเป็นแม่บ้าน เป็นลูกชายคนโต
มีน้องสาวหนึ่งคน มีลูกสาวหนึ่งคน มีบ้านหนึ่งหลัง
มีเงินเดือนจากธุรกิจที่ตนเองเป็นเจ้านายตนเอง
ได้รับความรู้จากโรงเรียนตามธรรมเนียมของเด็กไทยทั่วไป
กระทั่งจบปริญญาตรีวิชาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และปริญญาโทบริหารธุรกิจจากเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา
ต่อสู้ชีวิตไม่หยุดหย่อน หิว อิ่ม หัวเราะ ร้องไห้ สมหวัง และผิดหวัง
ดูทั่วๆไปเหมือนคนธรรมดา แต่มีความใฝ่ฝันและศรัทธาต่อในแผ่นดิน
ด้วยภารกิจบางอย่าง ที่เกินคนไทยธรรมดาพึงกระทำ
ในโลกปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตดุจดั่งนิยาย "ทวิภพ"
ภาคภพชีวิตหนึ่งคือนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้โลดแล่นอยู่บนเส้นทางอุตสาหกรรมอาหาร
ด้วยสินค้าผลิตภัณฑ์ขนมโบราณในแพคเกจใหม่และสลัดกรอบ
ที่วางขายอยู่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ
แต่ในอีกภาคภพหนึ่ง
เขาคือนักอนุรักษ์เครื่องเสียงโบราณคนสำคัญ
ในบ้านเมืองที่นับวันจะหาใครทุ่มเทความสนใจ
ให้เทคโนโลยีเก่าแก่อย่างนี้ยากขึ้นทุกที
ท่ามกลางสังคมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ผู้คนหันไปหาความสำเริงสำราญ
บันเทิงกับดิจิตอลไฮเทคกันมากกว่า ที่สำคัญคือ
งานอนุรักษ์เครื่องเสียงโบราณนี้ เป็นความรักที่เขาใช้พลังกายใจ
พลังทรัพย์สิน ใช้พลังปัญญาในการเก็บรวมรวมสะสม เชื่อมโยงอดีตมาสู่ปัจจุบัน
เพื่อดำรงสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นมรดกแก่ผืนแผ่นดินไทย
ที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นมา
และถึงแม้ว่าจะทุ่มเทชีวิตส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่กับอดีตด้วยความรัก คนหนุ่มคนนี้ก็มิได้ขังตัวอยู่ในกรอบความคิดโบราณเพียงเท่านั้น หากแต่ยังมองการณ์ไกลด้วยจิตใจของนักวิชาการรุ่นใหม่ ขวนขวายเรียนรู้ ค้นคว้าหาข้อมูลวิทยาการสมัยใหม่ที่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศมัลติมีเดีย เทคโนโลยีบันทึกเสียงที่ก้าวหน้า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่มีส่วนร่วมกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้เพื่อที่จะนำอนาคตมารับใช้ปัจจุบันเช่นกัน
ลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว ๔๓ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เครื่องเสียงโบราณ ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง ชั้นล่างของบ้านชายหนุ่มผู้นี้ คับคั่งไปด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียง นับตั้งแต่สมัยเริ่มแรกของโลก ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยุคแห่งการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยอัธยาศัยไมตรี ลำโพงขยายเสียงหลายอันบานไสวเหมือนอุทยานดอกไม้นานาพรรณ สวยงามและน่าสัมผัส ป้ายโฆษณาเก่าแก่ กระบอกขี้ผึ้งที่พัฒนา ขึ้นเป็นอุปกรณ์บันทึกเสียงรุ่นเก่า กระบอกเซลลูลอยด์ เครื่องเล่นแผ่นเสียงไขลานหลายโมเดล แผ่นเสียงโบราณหลากหลายยี่ห้อ ซองแผ่นเสียงประกวดลวดลาย รูปปั้นจำลอง หีบเสียง ตุ๊กตาหมา ตุ๊กตากลไก หนังสือ เอกสารเก่าแก่ ภาพถ่าย ลายมือ ตำราเรื่องเครื่องเสียงโบราณจากทุกมุมโลก รวมทั้งหนังสือกองพะเนินเทินทึกที่เขาค้นคว้าขีดเขียน และจัดพิมพ์ขึ้นมาอย่างประณีตเพื่อเผยแพร่ให้คนไทยได้รับรู้ ได้ร่วมภูมิใจในสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาติด้วย
สรรพวัตถุทั้งหลายนี้เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในโลก ผ่านวันเวลาและการลงทุนที่ประมาณค่ามิได้มารวมกันอยู่ ในห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเขาในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าเป็น Sound Archive ที่ได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่ง และมิใช่เพียงขังตัวอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดไป ทว่ายังมีโอกาสได้สัมผัสกับสาธารณชนด้วยสื่ออีเลคทรอนิคส์ ผ่านเว็ปไซต์ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้การดูด้วยของจริง นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสนำเสนอให้คนทั่วไปได้ชื่นชมด้วยการจัดนิทรรศการ การบรรยายสาธิต เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกิดจากพลังของเขา และกลุ่มเพื่อนร่วมงานในนาม "สมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียง และหีบเสียงไทย" ที่แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็กๆในประเทศใหญ่ แต่ก็นับว่าน่านิยมในพลังศรัทธาที่จริงจังไม่น้อย
เขาทำไปทำไม เพื่อสิ่งใดกัน ทำอย่างไร หลายคนคงสงสัยใคร่รู้ เบื้องหลังความรัก วันเวลา และลมหายใจของนักอนุรักษ์เครื่องเสียงแห่งกรุงสยาม พฤฒิพล ประชุมผล ที่ได้นำมาถ่ายทอดในเพลงดนตรีเล่มนี้ แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมดที่เราอยากจะเล่าขาน แต่อย่างน้อยก็หวังว่าบทสัมภาษณ์นี้น่าจะเป็นกำลังใจให้แก่ทุกๆคนที่มีความใฝ่ฝันของตนเอง ให้ได้มุ่งมั่นก้าวเดินไปในความฝันของตัวเพื่อที่จะสร้างประโยชน์สุขแก่สังคมส่วนรวมต่อไป
เพลงดนตรี :
ความสนใจเรื่องงานอนุรักษ์นี้มีมาตั้งแต่สมัยไหน
พฤฒิพล :
ผมมีความสนใจในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาตั้งแต่เด็ก
ชอบประวัติศาสตร์เพราะทำให้เรารู้ที่มาที่ไปของคนไทย
แต่เป็นการเรียนที่น่าเบื่อ เพราะการเรียนของบ้านเราต้องจำและห้ามแหกคอก
ถ้าแหกคอกแล้วสอบตก เพราะว่าไอ้ที่แหกคอกไม่มีอยู่ในข้อสอบ
ฉะนั้นขบวนการเรียนในบ้านเราจึงต้องอยู่ในกรอบ ไม่มีทางปฏิเสธ
คล้ายๆกับว่าเราโดนบล็อคสมองไว้
แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่เราถูกบล็อคไว้เนี่ยมันทำให้เราไม่มีความรู้จริงๆเลย
เราก็เลยคิดไว้ในใจตลอดเวลาว่า วันหนึ่งเราน่าจะทำอะไรที่มันน่าสนุกกว่านี้
แต่ว่าอิงกับเรื่องประวัติศาสตร์นี่แหละ แต่พอโตขึ้นมาสักนิด
เราก็รู้ว่านักประวัติศาสตร์รู้มากก็จริงแต่ทำมาหากินลำบาก เลยเก็บไว้ในใจ
ใช้วิจารณญาณว่าเราจะต้องเรียนรู้ทางด้านมาร์เก็ตติ้งเพื่อจะทำอาชีพ
เรามามองว่าคนที่เขาร่ำรวยเนี่ยเกิดจากการที่เขาทำมาหากินเก่ง
ซึ่งมันเหมือนกับว่าเรากำลังจะต่อเงินเพื่อจะสานฝันของตัวเอง
เลยไปเรียนเศรษฐศาสตร์ต่อที่เกษตร บ้านผมรับราชการกันทั้งบ้าน
ไม่มีใครทำธุรกิจ
ตอนที่ผมมาทำธุรกิจนั้นก็ทะเลาะกับที่บ้านถึงขนาดตัดพ่อตัดลูกเลย
เพราะพ่อต้องการให้ผมรับราชการ แต่ผมยืนยันว่าผมจะเป็นนักธุรกิจ
พอเรียนจบก็ได้งานอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด
บริษัทสถาบันเครื่องเสียง จากนั้นก็ไปเรียนอเมริกา
หลังจากนั้นแล้วก็ไปทำงานสองสามแห่ง ก็เป็นไปตามวิถีชีวิตคนๆ
หนึ่งที่ต้องทำงานหาเงิน จนในที่สุดผมก็ทะเลาะกับนายฝรั่ง
เพราะว่าแกจะไล่ลูกน้องผมออกเยอะ
พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ไล่ผมออกเลยในฐานะที่ผมไปแข็งข้อ คือเขากลัวผมไปก่อม็อบ
แต่ที่ผมไปทะเลาะเพราะว่าผมบอกให้เขาลดเงินเดือนตัวเอง
ลงครึ่งหนึ่งอย่าไปไล่คนระดับล่างออก
ซึ่งผมก็ว่าบ้าแล้วที่เราไปเถียงกับฝรั่ง
พอออกมาปุ๊บผมก็มาตั้งบริษัทที่บ้าน
แล้วก็ทำงานอนุรักษ์เครื่องเสียงโบราณควบคู่กันมาเรื่อย
เพลงดนตรี :
เครื่องเสียงโบราณมาเกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เมื่อไร
พฤฒิพล : ที่จริงตั้งแต่สมัยเรียน ม. ๑
ผมก็สะสมแผ่นเสียงมาก่อนแล้ว ได้มรดกจากคุณตา แต่ก็ยังไม่จริงจัง
แล้วก็สนใจสะสมโมเดลอุปกรณ์สงคราม เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปด้วย พอมาขึ้นปี ๑
ที่เกษตร ก็หันมาสนใจเครื่องเสียงโบราณ โดยไปสะดุดตาที่สวนจตุจักร
คือเคยไปเดินดูร้านขายของเก่าด้วยกันกับครอบครัว ผมจะขอแวะ เขาก็ไม่ให้แวะ
ครอบครัวไม่สนใจเรื่องของเก่า พูดคำเดียวว่ามันรกบ้าน
และไม่มีความจำเป็นต้องซื้อต้องเสียเงิน ที่บ้านไม่มีใครสะสม
ไม่มีใครรู้เรื่องประวัติศาสตร์เลย
แต่เรารู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายที่เราอยากสัมผัส ของเก่าทุกชนิด ตะเกียงโบราณ
โทรศัพท์โบราณ เครื่องเสียงโบราณ เครื่องดนตรีไทยเก่าๆ
เราอยากได้ไปคุยกับมัน มันเหมือนกับเราได้อยู่กับเพื่อน
เพียงแต่เพื่อนตรงนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งของ ความรู้สึกมันสบายใจ
มันมีประวัติศาสตร์อยู่ในของทุกชิ้น
ตรงนี้แหละมันคือประเด็นที่ผมมาถึงวันนี้
เอาอย่างนี้ดีกว่า
ผมกินน้ำด้วยแก้วนี้ เมื่อเดือนที่แล้วผมไปจตุจักรผมเห็นขวดน้ำมะเน็ต
รัชกาลที่ ๕ คือตรงคอขวดมันจะมีลูกแก้ว ผมซื้อไม่ไหวครับขวดละพันห้า
แต่ว่าเรายืนอยู่ตรงนั้นประมาณชั่วโมงหนึ่ง เราได้ดูได้จับได้สัมผัส
ใจเราอยู่ในขวดนั้นได้ เราก็นึกไปถึงว่า
คนสมัยนั้นจะตื่นตาตื่นใจขนาดไหนที่พอเปิดแล้วจุกมันหล่นลงมา
คือผมคิดว่าผมติดใจในตำนานที่อยู่ในของแต่ละชนิดมากกว่า
ตอนที่ไปจตุจักรตอนนั้นผมเห็นแผ่นเสียงเก่าเยอะมาก
แล้วแผ่นเสียงเก่ามันคือตัวที่ดึงผมมาสู่ทุกอย่างได้เลย
เพราะว่าแผ่นเสียงแต่ละแผ่นมันมีความแตกต่างกว่าขวดน้ำมะเน็ต
น้ำมะเน็ตทุกขวดเป็นน้ำมะเน็ต
แต่แผ่นเสียงทุกแผ่นมันมีเพลงข้างในไม่เหมือนกัน
มันมีฝีมือบรมครูแต่ละท่านอยู่ในนั้น
มันเหมือนกับว่าชีวิตท่านแฝงอยู่ในนั้น
ก็เลยมีการค้นคว้าแล้วก็สะสมเรื่อยมา
เพลงดนตรี : เครื่องเสียงเครื่องแรกที่ได้มาคืออะไร
พฤฒิพล : ผมไปเห็นเครื่องไขลาน
ตอนนั้นเรียนอยู่ปี ๑ เกษตร ไม่มีปัญญาซื้อ ผมก็ไปโกหกแม่ผมว่า
เพื่อนผมขอยืมเงินไปสร้างบ่อปลา เพื่อนสนิทกันไปติดประมง
ผมติดเศรษฐศาสตร์แต่อยู่เกษตรเหมือนกัน ก็ได้เงินแม่มา ๕,๐๐๐ บาท
ซึ่งผมก็เอาเงินนี่แหละมาซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียง
ซื้อมาเพื่อเตรียมที่จะซื้อแผ่นเมื่อมีโอกาส เริ่มต้นเราสนใจในแผ่น
แต่ว่าเราซื้อเครื่องก่อนเพราะรู้ว่าไม่มีโอกาสเลือกมากนัก
เดี๋ยวไปได้แผ่นแล้วไม่มีเครื่องอีก
ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเสียงโบราณตอนนั้น บอกได้อย่างไม่อายเลยว่าไม่มีเลย
รู้เพียงว่ามันถูกใจเราแล้ว พอดีผมเป็นคนชอบจินตนาการนะ
คิดว่าในช่วงรัชกาลที่ ๕ ก็คงจะเป็นบ้านมุงจาก
คงมีเสียงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงแว่วมาจากบ้านแต่ละหลัง
เราก็มีความรู้สึกว่าเราชอบคุณค่าที่มันออกมา
เพลงดนตรี : เงิน ๕,๐๐๐
บาทแทนที่จะเป็นบ่อปลากลับหิ้วเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้าบ้าน
จะเกิดอะไรขึ้น
พฤฒิพล : เข้าบ้านไม่ได้
เพราะโกหกแม่ไว้แล้ว จึงต้องเอาเครื่องเล่นไปฝากบ้านเพื่อนไว้
แล้วทุกวันเสาร์อาทิตย์ก็จะนั่งรถเมล์ไปเช็คเครื่อง ฟังก็ไม่ได้ฟัง
แม่เพื่อนก็คงคิดว่าผมเริ่มบ้าไปแล้ว
เพราะเด็กขนาดนั้นไม่ควรจะสนใจอะไรอย่างนี้ นึกว่าโดนของ
ในที่สุดก็เอาเงินใช้แม่ได้หลังจากเก็บค่าขนม
ก็เอาเครื่องเล่นกลับเข้าบ้านได้ โดยบอกแม่ว่าเก็บเงินซื้อตัวนี้ได้
นั้นก็ถือเป็นตัวแรก และเป็นตัวที่เป็นบทเรียน เพราะว่ามารู้ว่าเป็นของปลอม
แต่รู้เอาทีหลังจากวันที่ซื้อนั้นผ่านไป ๗-๘ ปี
เพลงดนตรี : หาความรู้หรือข้อมูลเรื่องเครื่องเสียง
แผ่นเสียงโบราณจากที่ไหน
พฤฒิพล :
ครั้งแรกสุดที่ศึกษาเรื่องนี้นี่ท้อเลย
เพราะว่าบ้านเราไม่มีคนรู้เรื่องนี้เลย คนที่รู้ดีขณะนั้นคือ ลุงเปี๊ยก
อยู่ที่วัดไก่เตี้ย เป็นเพื่อนบ้านกันกับคุณสมชาย หอมจิตร อีกคนก็คือ
คุณหมอพูนพิศ อมาตยกุล นอกนั้นผมมองไม่เห็นใครเลย ที่ผมรู้จักชื่อ ๓
ท่านได้ เพราะผมไปจตุจักรแล้วมีคนพูดเสมอว่า ๓ ท่านนี้เป็นคนที่รู้ดีที่สุด
ผมถึงขั้นนั่งแท็กซี่ตาม ๓ คนนี้ ตามที่อยู่ ไปที่บ้านของลุงเปี๊ยก
แกก็คุยโวเลยว่าแกรู้เยอะ คุยอย่างโน้นอย่างนี้
ตอนนั้นเราเหมือนเม็ดทรายถ้าเทียบก้อนหินก้อนใหญ่ๆ
แกคุยทุกอย่างจนเรามีความรู้สึกว่า แกน่าจะรู้เนื่องจากแกอายุมาก
แต่พอเทียบ ณ วันนี้เลยเนี่ย สิ่งที่แกรู้นี่ผิดเกือบครึ่ง
แกรู้จากประสบการณ์ แต่ไม่ได้ศึกษาแบบผ่านขั้นตอน เหมือนกับว่า
"รู้เพราะเขาบอก" กับ "รู้เพราะมีหลักฐานทางวิชาการ" มันคนละแบบกัน
แต่ต้องบอกว่ามันเป็นจุดประกายนะ เพราะผมเป็นคนที่เชื่ออะไรยากอยู่แล้วด้วย
พอหลังจากนั้นผมก็ซื้อเครื่องจากลุงเปี๊ยก เป็นราคาเครื่องที่แพงมาก
ถ้าเทียบกับราคาตลาด แพงมากในที่นี้ก็คือ ของที่มารวมกันในเครื่อง
ถ้าเป็นภาษารถยนต์เขาเรียกว่า "กระเทย" คือมันมั่วซั่ว
พูดง่ายๆว่าเอาของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่หาได้จากคลองถมมารวมไว้ในเครื่อง
แต่มันไม่มีโมเดล บางทีก็เล่นไม่ได้ด้วย ก็สูญเงินไปเยอะ เป็นแสน
ผมซื้อเอาไว้หลายเครื่อง แต่ตอนนี้ก็ปล่อยไปหมดแล้ว
ปล่อยในที่นี้ก็หมายความว่า คนที่อยากได้เราก็จะปล่อยในราคาถูกเพื่อไปสะสม
จากนั้นก็ตั้งหน้าสะสมเองมาเรื่อยๆ
เพลงดนตรี : มีความคิดเห็นอย่างไรกับวงการนี้
เพราะเหมือนกับว่าเราหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งแล้วเราเหมือนกับไก่อ่อน
ผลของการเรียนรู้ตรงนั้น ทำให้เห็นอะไรมากขึ้น
พฤฒิพล :
มีสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นปัญหาคือว่าการศึกษาทางด้านนี้
ไม่มีแม้กระทั่งในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทุกแห่งเลย
ผมแปลกใจมากเพราะว่าในบ้านเมืองเรามีการอัดเสียงดนตรีไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่
๕ แต่ไม่สามารถหาข้อมูลพวกนี้ได้เลยสักแห่ง
แม้กระทั่งโรงมหรสพบ้านเราก็เยอะ อย่างวังบ้านหม้อ แต่ละแห่งก็ใหญ่ๆ
ทั้งนั้นเลย ไม่มีเรื่องราวเหล่านี้หลงเหลืออยู่เลย ผมแปลกใจคนรุ่นเก่ามาก
เพราะว่าอะไรรู้ไหม บ้านเราไม่ใช่เพิ่งตั้งอย่างอเมริกา
อย่างเขาเพิ่งตั้งมาแค่ ๒๐๐ กว่าปี
แม้แต่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเอกชนเขายังใหญ่กว่าหอสมุดกลางของไทย
ผมยืนยันเพราะผมผ่านมากับตัวเอง ไมโครฟิล์มมีเป็นร้อยเรื่อง
ไมโครฟิล์มของบ้านเรามีกี่ตัวที่ใช้ได้ สิ่งที่ผมถามตัวเองมากเลยก็คือ
ขนาดผมสนใจเรื่องนี้เรื่องเดียวผมยังหาไม่ได้เลย
แล้วคนไทยอีกหลายคนเขาจะไปหาเรื่องอื่นได้อย่างไร
เวลาสนใจเรื่องไหนแล้วหาไม่ได้เนี่ยมันค่อนข้างจะท้อถอย และก็ท้อแท้
ถ้าไม่รักจริงผมก็เชื่อว่าเลิก อย่าไปศึกษามันเลย
พอเราเลิกปั๊บคนรุ่นใหม่จะมาศึกษาต่อหรือมาสานต่อมันก็ทำไม่ได้
ในที่สุดผมเลยต้องทุ่มเทเวลาที่มีอยู่นอกจากการสะสมเครื่องมืออุปกรณ์แล้ว
ยังเน้นที่การค้นคว้า แล้วเขียนเป็นหนังสือออกมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ชื่อ
"เครื่องเสียงโบราณ ตำนานแห่งศาสตร์และศิลป์" เป็นหนังสือปกแข็ง หนา ๒๒๘
หน้า พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม หมดไปประมาณล้านกว่าบาท จำนวนพิมพ์ ๕,๐๐๐ เล่ม
เสร็จแล้วผมก็มอบ ๒,๐๐๐ เล่ม ให้กับมหาวิทยาลัย วิทยาลัย
และโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้งหมด
ผมคาดหวังคนไทยมากไป ผมคาดว่าคนไทยใฝ่รู้
เราคิดว่าทำไมห้องสมุดอเมริกาเขามีทุกอย่างให้คนได้
คนไทยไม่รู้เพราะไม่มีคนให้หรือเปล่า ผมก็เอาอย่างนี้แล้วกันผมจะให้
ผมก็เลยลงทุนไปล้านกว่าบาท จริงๆนะ เพราะพิมพ์ ๕,๐๐๐ เล่ม
ตกต้นทุนเล่มละประมาณ ๒๕๐ บาท จนป่านนี้ยังขายไม่ออกเลย สรุปแล้วทำไปแจก
คนที่บ้านผมยังไม่มีคนอ่านจบสักคนเลย คนในมหาวิทยาลัยแท้ๆ
ก็ยังไม่ยอมอ่านเลย
เพราะฉะนั้นที่ผมเคยคิดว่าไม่มีคนให้มาก่อนมันไม่ใช่แล้ว
มันต่างกันนะระหว่างเขาไม่มีกับเขาไม่ใช้
เพลงดนตรี : ได้ทำเว็ปไซต์ www.talkingmachine.org เผยแพร่ข้อมูลการทำงานด้วย
พฤฒิพล :
ผมมองว่าเวปไซต์มันเป็นต้นทุนต่ำที่สุดในการอนุรักษ์และเผยแพร่
ถ้าเราจะเอาเพลงของหม่อมส้มจีนไปให้คนที่ฟังตอนนี้
ถ้าไปที่วิทยุกระจายเสียง ก็ต้องจ่าย spot อย่างน้อยก็เป็นหมื่น
แต่ผมจ่ายค่าพื้นที่ในเน็ตเดือนหนึ่ง ๑,๒๐๐ บาท และผมก็กำลังลด spec
ลงมาก็เหลือสัก ๖๐๐ บาท ก็มีคนออนไลน์และฟังได้ทั่วโลก
เวปต์ไซต์ของผมมีภาษาฝรั่งกับไทยปนกัน ผมไม่ได้ศรัทธาฝรั่งนะ
แต่การที่เราจะทำงานอย่างนี้มันต้องอินเตอร์
เพราะฉะนั้นคนฝรั่งที่เขาเข้ามาอ่านเมื่อเขาเจอสิ่งต่างๆ ที่หายากเขาจะ
e-mail มาหาเรา
แต่พอคนไทยเข้าไปอ่านก็จะมองผมคล้ายกับ..เอ๊ะต้องมีฝรั่งด้วย
เดี๋ยวฝรั่งมันก็เอาไปหมด คือเขาจับประเด็นผมผิด ณ
วันนี้ที่ผมทำเวปไซต์เนี่ยมีคนเข้าดูประมาณเดือนละสามหมื่น
เป็นฝรั่งครึ่งคนไทยครึ่ง ฝรั่งที่เข้ามาเนี่ยแปลกอย่างผมขอชมเลย
เขาเอาเวปไซต์ผมไปแนะนำต่อ แต่คนไทยเข้ามาชมไม่มีปฏิกิริยา
เข้ามาเอาข้อมูลไป แต่ไม่มีแม้แต่ขอบคุณ ที่จริงเราไม่ต้องการคำขอบคุณ
แต่เราต้องการฟีดแบ็ก เราต้องการรู้ว่างานที่เราทำมีข้อบกพร่องไหม
ตรงไหนที่คุณอยากจะได้เพิ่มอีก
คือผมต้องพูดตรงๆเลยนะว่าคนไทยเป็นประเภทแบบกลัวว่าจะรู้ว่าโง่หรือเปล่า
คือผมก็เคยโง่เหมือนคุณนะ มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ทำไมเราไม่ยอมรับแล้วมาฉลาดด้วยกัน คนไทยมักเป็นอย่างนี้
คนเราไม่ได้เกิดมาฉลาดทุกคน
เพลงดนตรี : คิดอย่างไรบ้าง
กับการที่มีคนบอกว่าเรื่องของเครื่องเสียง
หรือแผ่นเสียงเป็นสิ่งที่ตกยุคแล้ว
พฤฒิพล :
บอกตามตรงว่าสมัยใหม่เราก็ติดใจเพราะเสียงมันชัด แต่เราทำงานตรงนี้
เนี่ยเราอย่าหลงประเด็น
เพราะเรื่องเทคโนโลยีผมยอมรับว่าแผ่นเสียงให้ความไพเราะไม่ได้
แต่ถ้าเรามองประเด็นของการอนุรักษ์ ความภูมิใจของคนรุ่นเก่าที่ถ่ายทอดมา
ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งกระบอกเสียงมันใช้ได้
เพราะฉะนั้นเรากำลังทำงานโยงกัน ผมกำลังแปลงเพลงกระบอกเสียง
เข้าเป็นระบบดิจิตอล คือเราได้เอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไป support
งานอนุรักษ์ ซึ่งหลายคนทำงานอนุรักษ์แต่ไม่ค่อยใส่ใจเทคนิคสมัยใหม่
มันก็เลยโดน pressure นี้ดึงขาดไปเลย เขาก็เก็บเข้ากรุขุ่นคลั่กเลย
เขารู้ว่าของเขามีค่าแต่เขาทำต่อจากนั้นไม่ได้
เพลงดนตรี :
ทราบว่าได้ตั้งสมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียง
และหีบเสียงไทยขึ้นมา
พฤฒิพล :
ผมจดทะเบียนสมาคมฯเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ บอกได้เลยว่า ถ้าผมไม่สร้างจุดนี้
ผมก็คงทำงานแบบแกนๆ เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเราต้องการภาพพจน์
ภาพพจน์ในที่นี้ไม่ได้เอาไปทำมาหากิน แต่ผมจะเอามารวมกลุ่ม
เรามีใจรักด้วยกันที่จะทุ่มเทตรงนี้ ณ วันนี้ผมก็พอใจระดับหนึ่ง พูดง่ายๆ
ว่าถ้ามีปัญหาต้องมาปรึกษากับสมาคมด้วยกัน สมาคมมีปัญหาเราก็ไปด้วยกัน
เรามาร่วมกันดีกว่าต่างคนต่างอยู่ ถ้ามีอะไรที่สามารถทำให้ประเทศชาติได้
กับความรู้ที่ผมมีผมจะช่วยทุกคน อย่างในส่วนของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ
เราก็มองว่าเพลงที่อยู่ในแผ่นเสียงเก่าเราจะเผยแพร่อย่างไร
เราก็จะมาช่วยทำกันตรงนี้
ปี ๒๕๔๕ ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯร่วมกับกรมศิลปากร
จัดงานนิทรรศการฉลอง ๑๐๐ ปีแห่งการบันทึกเสียงในสยาม ณ หอสมุดแห่งชาติ
โดยย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัท Gramophone
จากเยอรมัน ส่งวิศวกรเสียงเข้ามาในกรุงสยาม
เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พร้อมทั้งขอพระบรมราชานุญาต นำนักร้องเสียงดีในราชสำนักบันทึกเสียง
ลงแผ่นครั่งตรา Angle Trademark
นับจากช่วงเวลานั้นถือได้ว่าศิลปวัฒนธรรมทางด้านเสียง เช่น เพลงแหล่
เพลงเป๋หรือเพลงฉ่อย เทศน์ นิทาน เพลงร้องเพลงบรรเลงต่างๆ
ได้แพร่หลายออกไปจากสู่นานาชาติอย่างกว้างขวาง และในทางกลับกัน
สังคมไทยก็ได้รับความสำราญจากสื่อเครื่องเล่นหีบเสียงต่อมาอีกนาน
ตรงนี้ถือว่าเป็นบทบาทที่สมาคมฯได้มีส่วนช่วยให้คนไทยปัจจุบันเกิดความภาคภูมิใจในอดีต
นอกจากนี้ก็ได้มีกิจกรรมทางสังคมอีกหลายแห่ง เช่น ย้อนไปที่ปี ๒๕๔๓
มีนิทรรศการที่ไฮไฟโชว์ ๒๐๐๐ ที่ Bitec บางนา-ตราด,
งานมหกรรมหนังสือและสื่อการศึกษาระดับชาติครั้งที่ ๕ ณ
ศูนย์ประชุมสิริกิตต์แห่งชาติ, ปี ๒๕๔๔ ได้รับเชิญไปแสดงนิทรรศการ
และบรรยายในงานมหกรรมดนตรีไทย อุดมศึกษาครั้งที่ ๓๒ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล
เป็นต้น
เพลงดนตรี :
มีวิธีการจัดทำบ้านอย่างไรถึงทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ย่อยๆ ได้
พฤฒิพล :
ก่อนอื่นผมต้องตกลงกับพ่อแม่ว่าผมจะทำแบบนี้นะ เพราะที่ดินในกรุงเทพฯแพงมาก
และสิ่งที่เก็บนี้มันเป็นสมบัติของชาติ ต้องใช้เวลานาน กว่าพ่อแม่จะเข้าใจ
ยอมให้ใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้านก็ประมาณ ๑ ส่วน ๔ ครับ
แล้วก็มีบริษัทของผมด้วย ที่บริษัทก็แทบจะขี่คอแล้ว
ก็มีพนักงานหลายท่านบอกว่าทำไมเราไม่เสียสละที่ตรงนี้ไปทำของบริษัทบ้าง
บอกตรงๆ ว่าทำไม่ได้จริงๆ เพราะที่ตรงนี้มันเป็นเสี้ยวประวัติศาสตร์ของชาติ
หลังจากนั้นเราก็ต้องตกลงกันว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร
เราก็ไม่ได้เป็นคนรวยแต่เราต้องเจียดเงินส่วนหนึ่งมาเผยแพร่เรื่องนี้ให้กับประชาชน
แล้วก็คงจะต้องเก็บรักษาสมบัติพวกนี้ต่อไปอีก คิดว่ามันเป็นภาระไหม
มันต้องถามตัวเองก่อนว่าที่เราทำเพราะความรักหรือเปล่า
เมื่อไรที่มันเริ่มรู้สึกว่าเป็นภาระนะ ผมจะถ่ายทั้งหมดให้กับคนคนหนึ่ง
คนคนนั้นต้องเป็นคนอนุรักษ์เหมือนผม
ถ้าผมรู้สึกแล้วว่ามันเป็นภาระที่หนักอึ้ง เกินกว่าชีวิตที่ผมจะดูแล
ผมจะให้หมดเลยครับ ผมจะให้คนที่รู้ใจจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกผมนะ
แล้วเขาต้องทำต่อเพื่อประเทศชาติไม่ใช่เอาไปเพื่อไปขายต่อ
เหตุเพราะมูลค่าของมันตีค่าไม่ได้เลย เป็นล้านๆ อยู่ในนั้น
ใครที่มีโอกาสมารักมาชอบงานทางด้านงานอนุรักษ์ ก็อยากให้เขาได้เรียนรู้
แต่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าทุกอย่างฟ้าลิขิต
มีหลายครั้งที่คุณแม่ผมบอกว่าขายไปเถอะลูกเพื่อเอาเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่บ้าง
แต่ผมไม่มีความคิดที่จะขาย ครั้งหนึ่งที่ผมออกจากบริษัทเก่า
ผมเคยเข้าไปในห้องที่ผมเก็บของนี้อยู่
แล้วผมก็ภาวนาจิตว่าถ้าผมไม่มีโอกาสแล้ว ผมจำเป็นต้องขาย
แต่ความตั้งใจเรามีเต็มที่ คือว่าด้วยจิตที่ผมพูดไปเนี่ย
มันทำให้บริษัทผมที่เพิ่งตั้งมาใหม่รอดตาย
คือทุกวันนี้ไม่มีอะไรต้องขายมีแต่เพิ่มขึ้น
หลายคนถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ
เลิกสะสม คำว่าพอตอนนั้นคงจะหยุดเรื่องเครื่องเสียง
ประเด็นตรงนี้คือเราไม่ได้จะอนุรักษ์เครื่อง
แต่อยากจะอนุรักษ์สิ่งที่เชื่อมโยงกับสยาม
หลังจากที่เราหยุดเรื่องเครื่องแล้วเราจะนำเงินไปทำเรื่องสถานที่
ก็คือจะทำตึกใหม่ที่นี่
ผมคาดไว้ว่าอนาคตข้างหน้าจะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มรูปแบบ
เรามีเป้าหมายในชีวิตแล้วว่าจะต้องทำพิพิธภัณฑ์ให้สำเร็จ
เคยอธิบายกับครอบครัวไปแล้วแต่เชื่อว่าผมเองเข้าใจอยู่คนเดียว
คือว่าคนเราถ้ามีทัศนคติเดียวกันเขาคงจะต้องมาช่วยผมแล้ว
แต่ในขณะนี้ถึงเขาจะไม่ช่วยอะไร
แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขวาง
ปัจจุบันเนื่องจากบ้านไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง
เราจะให้เฉพาะถ่ายทำทางทีวีเท่านั้น นอกนั้นผมจะให้เข้าชมที่เวปไซต์
เพราะผม update ทุกอาทิตย์ แต่ถ้าใครต้องการอยากรู้จริงๆ ก็เชิญอีก ๓
ปีผมตั้งใจจะเก็บเงินให้ได้แล้วค่อยปรับเป็นตึก ๔ ชั้น
โดยชั้นหนึ่งจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เลย
การทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของผมไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลทำนะครับ
ผมคงจะอิงลักษณะที่มีความตื่นเต้น
คือเมื่อเดินเข้ามาแล้วต้องเห็นหน้าเอดิสันในจอทีวี แล้วก็มีคำบรรยาย
ส่วนแผ่นเสียงหายากเราก็จะมีตำนานหรือเป็นภาพไหวๆให้ได้เห็น
คือจะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์แนวใหม่นะครับไม่ใช่ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตายแล้ว
พิพิธภัณฑ์บ้านเราจะเป็นแบบตายซากคือเมื่อเดินเข้าไปวันนี้แล้วอีก๑๐
ปีเดินเข้าไปก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย มีแต่ฝุ่นที่มันหนาขึ้น
เข้ามาแล้วต้องไม่เบื่อ คงต้องใช้ทุนสูงแน่นอน
แต่คิดว่าถ้าทำให้คนไทยรักได้ก็ถือว่าเป็นผลสำเร็จ
เพลงดนตรี :
ทุกวันนี้มีเพื่อนที่สนใจงานทางด้านนี้แค่ไหน
พฤฒิพล : ตอบตรงๆเลยว่าน้อยมาก แต่เราหวังดี เราคิดดี
เราก็เจอคนดี คุณเอนก นาวิกมูล บ้านพิพิธภัณฑ์
ซึ่งก็ไปช่วยงานเขามานานพอสมควร คุณชอง-ปอล แอกนาร์ด (Jean-Paul Agnard)
เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เอดิสันในแคนนาดา เราสนิทกันมา ๕ ปีแล้ว
ช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์เครื่องเสียง
เขาดีกับผมมากคือเขาจะแนะนำวิธีการอนุรักษ์ทั้งหมด และยังมีคุณคริสเตียน
มูเลอร์ (Christian Muller)
ซึ่งหาแผ่นเสียงหม่อมส้มจีนรุ่นแรกส่งมาให้ผมโดยไม่คิดเงิน
เพื่อนๆจากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะก็มาช่วยกัน
นอกจากนี้ผมก็มีผู้ช่วยในสมาคมฯที่เป็นลูกน้องในบริษัท
แต่สละเวลามาช่วยทำงานให้อย่างเข้มแข็งมาก คนนึงคือคุณนุช หรือคุณจันทกานต์
คล้อยสาย แล้วอีกคนคือคุณเอ๋ ดวงเดือน สังขรเขต ผมก็ต้องเอ่ยชื่อนะครับ
เพราะผมทำคนเดียวไม่ไหวจริงๆ ทุกครั้งที่มีงานผมต้องยอมกลับดึกมาช่วยกัน
ไปงานที่ไหนก็ช่วย ผมจะไม่บังคับลูกน้องทำงานนอกเหนืองาน
แต่ผมจะบอกว่าผมทำอะไรนอกเหนืองาน ถ้าเห็นว่ามีคุณค่าก็มาช่วยกัน
ตรงนี้คือคุณนุชคุณเอ๋เขาเห็นว่าการทำอย่างนี้ดีมีประโยชน์เขาก็เลยมาช่วย
พวกรุ่นพี่ผมที่เป็นห่วงมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ก็มีอยู่หลายคนนะครับ
เช่น คุณพูนผล อรุณรักถาวร หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙
หรือคุณธงชัย จารุพรชัย นักสะสมแผ่นเสียงโบราณตัวจริง อายุไม่ใช่น้อย
แต่ผมไม่เคยเห็นเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่เลย
คุณธงชัยแกเป็นคนที่สนใจอนุรักษ์แต่ไม่มีพลังที่จะถ่ายทอด
แกรอคนที่จะมาเผยแพร่เป็นสะพานเชื่อม
ขั้นตอนนี้ถือว่ามันยากเพราะเรื่องสมบัติผลัดกันชมเนี่ยะซีเรียส
สมมุติว่าคนนึงต้องการเผยแพร่มากเลยถามว่าคุณธงชัยจะให้ไหม มันก็เลยขาดตอน
พอขาดตอนปั๊บทุกอย่างก็จะสูญอยู่ตรงนั้นแหละ
แต่ในตอนนี้ผมทำสองอย่างควบกันในขณะที่ผมทำงาน
ประชาสัมพันธ์และงานอนุรักษ์แพร่หลายขึ้นกว่าเดิมเนี่ยะ
ถ้าเทียบเป็นเท่าก็เป็นร้อยเท่า แล้วเว็ปไซต์ก็มี บรรยายก็ทำ ทีวีก็ออก
แต่ผมก็ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวในแง่ของการอนุรักษ์ขึ้นมาเลย มันน่าแปลก
คือแต่เดิมถ้าเราไม่ทำแล้วไม่มีใครสนใจ
มันอาจจะใช่เพราะมันไม่มีใครจุดประกาย
แต่ในขณะนี้เมื่อเราจุดประกายไปแล้วเนี่ยแล้ว
ประเทศไทยไม่มีใครขานรับกลับมา
เราต้องสงสัยแล้วว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น
ถามว่าผมรู้สึกท้อแท้ไหมกับงานอนุรักษ์
ท้อ ท้อที่มันมองไม่เห็นผล เรารู้แล้วว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้
แต่ผมกำลังรู้สึกประหลาดใจมากว่าแค่ในวงการอนุรักษ์เครื่องเสียงยังเป็นแบบนี้
แล้ววงการอื่นล่ะ นึกออกไหมครับว่าการอนุรักษ์ไม่ได้มีแค่เฉพาะด้านของเสียง
แต่ยังมีด้านของภาพ ด้านของภาพยนตร์เก่า เรื่องของการสื่อสารและการคมนาคม
สิ่งพิมพ์ มันมีอีกหลายวงการในโลกนี้ที่มันเกี่ยวโยงกัน
แล้วเขาเหล่านั้นเขาอยู่กันได้อย่างไร อันนี้คือประเด็นที่ผมสงสัยมาก
แม้กระทั่งดนตรีไทยก็ตามผมว่าเป็นความโชคดีที่ดนตรีไทยได้ผ่านตรงจุดนั้นมาแล้ว
คือมันเริ่มมีคนมากแล้วคือมันเริ่มเป็นประเด็นร้อน
คือมันมีคนพูดมากคุยมากมีกิจกรรมคนก็จะสนใจมาก
ยกตัวอย่างวงการดนตรีไทยกับหุ่นหลวงของอาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต
หุ่นก็หายแล้วทั้งๆที่เป็นตำนานของเรา
ทำไมเราถึงไม่มีการแข่งชักหุ่นกันบ้าง ไม่เหมือนการแข่งดนตรีไทย
เพราะมันไม่ถึงระดับนั้นครับ พอมันไม่ถึงจุดมันก็จะกลืนเลย
พอจะมีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่มันก็ยากแล้ว เหมือนการแข่งเล่านิทานพื้นบ้าน
บทเห่ เพลงฉ่อย เพลงเรือ ก็จะสูญหายแล้วนะครับ จะไปหมดแล้วไม่มีเหลือ
แต่ในวงการดนตรีไทยโชคดีที่ผ่านวิกฤตตรงนั้นมาได้
เพื่อนประเภทไหนที่ตอนนี้ยังขาดอยู่อีก
ผมต้องการคนที่มีแนวคิดตรงกันนะครับถึงแม้ไม่เคยเจอกันมาก่อน
อยากให้ลดทิฐิเข้าหากัน ผมรู้ว่าคุณเก่ง
แต่ว่าเราเอาความเก่งของคุณมาแชร์กันให้รู้ว่าคุณเก่งในนามของคนไทยดีไหม
เพราะคนไทยในสายตาชาวโลกเนี่ยะเราก็โง่มากพออยู่แล้ว เราด้อยเหลือเกิน
แต่ถ้าเกิดเรามาแชร์กันอย่างเรื่องของนายบุศย์มหินทร์
กลุ่มนักดนตรีไทยที่ไปบันทึกเสียง ณ กรุงเบอร์ลินเมื่อร้อยปีที่แล้ว
เรื่องนี้ ใครรู้ข้อมูลน่าจะมาคุยกัน มันเป็นเรื่องที่ควรจะต่อ Jigsaw
ถ้าเราทำตรงนี้นำเร็จนี่ผมก็ขอเพื่อนแค่นี้เลย เพื่อนที่มาร่วมหัวจมท้าย
มาคุยในสิ่งที่เรารักเราชอบแล้วก็ฉลาดไปด้วยกัน
เพลงดนตรี : ได้ฟังกระบอกเสียง
แผ่นเสียงเพลงของตัวเองผ่านเครื่องเสียงพวกนี้บ่อยถี่แค่ไหน
พฤฒิพล :
บอกได้เลยนะครับอันนี้ด้วยความสัตย์จริงนะครับ
นอกจากนิทรรศการแล้วผมจะไม่ฟังเพลงเลยเพราะว่าคนที่อนุรักษ์เนื้อแท้แล้วยิ่งฟังยิ่งเสีย
แผ่นก็สึก เสียงก็เสีย ลานก็พัง
เวลาทำงานของเครื่องแต่ละครั้งมันคืออายุของมัน
เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้มันคุ้ม เราจะฟังเราจะเล่นก็ต่อเมื่อการสาธิตจริงๆ
เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วผมจะไม่ได้มีความสนุกกับการเล่นเพลง
แต่ผมมีความสุขกับการเผยแพร่
เพลงดนตรี :
ติดตามเทคโนโลยีการบันทึกเสียงไปถึงไหนแล้ว
พฤฒิพล : จริงๆแล้วผมถึงระบบบูเลแล้ว
คือการบันทึกเสียงที่จะนำมาใช้ในสองปีข้างหน้า
ซึ่งจะเปลี่ยนระบบฟอร์แมตของดีวีดีอีกครั้ง
อีกสองปีข้างหน้าฟอร์เมตบูเลมานะครับ ความสามารถมันบรรจุได้เกือบ ๖๐ GB
ในแผ่นซีดี คือผมคิดว่าคนที่จะอนุรักษ์จริงๆ
จะต้องรู้เทคโนโลยีเพราะเทคโนโลยีคือการsupportงานต่างๆ
ถ้าเรายังยืนอยู่กับที่ เราตามตรงนี้ไม่ทัน
เราก็คงจะทำงานอนุรักษ์ตรงนี้ไม่ได้
มันเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน
เพลงดนตรี :
เทคโนโลยีใหม่นี่มันเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษบ้างไหมทางด้านงานอนุรักษ์
พฤฒิพล : ประเด็นนี้ผมก็กลัวลึกๆ อยู่ตลอด
สังเกตไหมครับว่าตั้งแต่ระบบดิจิตอลเข้ามาแทนที่อนาล็อค เทป แผ่นเสียง
หรือแม้กระทั่งกระบอกเสียง
เลเซอร์นั้นเรามองไม่เห็นเลยว่าอะไรมันอยู่บนแผ่น
มันจะอ่านได้ก็คือการแปลข้อมูลจากดิจิตอลไปให้เกิดเป็นสัญญานเสียง
แล้วเวลาผ่านไปเนี่ยเราไม่รู้เลยว่าแผ่นเลเซอร์แผ่นเดียวกันมันยังคงอยู่ในนั้นจริงหรือเปล่า
แต่กระบอกเสียงนั้นมันพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าถ้ายังมีเส้นอยู่ในกระบอกเสียงนั่นแสดงว่าฟังได้
แต่เลเซอร์นี่เราไม่รู้จริงๆ มองด้วยตาเปล่าแล้วเราไม่สามารถแปลข้อมูลได้
ตาเราไม่สามารถแปลดีเอคูบอร์เตอร์ได้จากดิจิตอล
แต่อนาล็อคมันเห็นด้วยตาเปล่า หรือว่าเส้นเทปนี่ถ้าไม่ขาดผมว่าฟังเพลงได้
แผ่นเสียงถ้าไม่แตกผมยืนยันว่าฟังได้
แต่ระบบเลเซอร์นี้ผมไม่มั่นใจเลย
โทษทางด้านอื่น เรื่องของซอฟแวร์
การละเมิดลิขสิทธิ์ ตรงนี้ผมเชื่อว่ามันอยู่ตรงวิจารณญาณของคน
แต่ว่าประโยชน์มันมหาศาลมากเลยถ้าเทียบกับการละเมิด
เพราะว่ามันทำให้งานอนุรักษ์มีการแพร่หลายอย่างมาก
ลองนึกดูซิว่าถ้าคนดนตรีไทยเราทำแผ่นเสียงได้เองที่บ้านแล้วเนี่ย
ผมเชื่อว่าดนตรีไทยไม่มีวันตายเลย
จะมีเพลงของบรมครูอีกมหาศาลที่สาบสูญไปแล้วจะยังอยู่ มีคอมพิวเตอร์
มีซอฟแวร์มาช่วยในการบันทึกเองได้ เขียนลงแผ่นเองได้ น่าจะพึ่งตัวเองได้
แต่ถ้ามองกลับกันว่าถ้าเราไม่ยอมรับตรงนั้น
แล้วยังปิดโอกาสการเรียนรู้กันต่อนะ ผมเชื่อว่าเราจะยิ่งสูญเสียมหาศาล
ดังนั้นมันเป็นเรื่องวิจารณญาณด้วย
เพลงดนตรี : วัตถุที่มาอยู่ในพิพิธภัณฑ์จนถึงบัดนี้
เป็นของที่มาจากประวัติศาสตร์ช่วงไหน
พฤฒิพล
: เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ
ทุกวันนี้ผมมีความสามารถในการอนุรักษ์ได้แค่รัชกาลที่ ๕
คือเราจะเริ่มตั้งแต่ ๒๔๔๓ ถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ช่วง ๒๔๕๕ เหนือกว่านั้น
ก็จะเป็นแวกซ์งาช้างอีก แล้วจะไปถึงฟลอยด์เลย แล้วหยุดจริงๆ
เลยก็จะไม่เกินในยุครัชกาลที่ ๗ จะไม่มีช่วงเปลี่ยนจากสยามเป็นไทย
นั่นก็คือเน้นที่รัชกาลที่ ๕
เพราะเป็นช่วงที่กรุงสยามปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ตะวันตก
เพราะฉะนั้นของในช่วงนี้มีประวัติศาสตร์ของมันอย่างยิ่ง
อีกอย่างหนึ่งผมไปเรียนต่างประเทศ ผมรู้สึกว่าความเป็นไทยมันโดนดูถูก
ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ยชนชาติเราเป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์
การบันทึกกระบอกเสียงนายบุศย์มหินทร์หรือแผ่นปาเต๊ะเนี่ย
เชื่อว่าทั่วโลกมีไม่กี่ประเทศที่มีโอกาสได้มีใช้
แม้แต่ในญี่ปุ่นเองผมเชื่อว่ากระบอกเสียงของเขาก็ไม่เก่าเท่าเรา
ผมอยากจะดึงตรงนั้นมาอวดชาวโลกมากว่า
และปัจจัยเรื่องเงินก็มีส่วนทำให้ไม่สามารถเก็บรัชกาลอื่นได้เลยครับ
ผมฝากไว้เลยใครก็ตามที่สานฝันผมไปในช่วงรัชกาลที่ ๖-๗-๘-๙ ผมหมดปัญญา
เนื่องจากต้องเป็นงานที่ใช้เงินมากและลงทุนสูง
แต่ผมเชื่อว่าคนที่อยากอนุรักษ์นี่ยังพอไหวกันอยู่คือเริ่มต้นไม่ยากนัก
อย่างสุนทราภรณ์ ถ้าจะเก็บเป็นซีรีย์ก็ยังไหวอยู่
เพลงดนตรี : ลองนึกว่าในยุคที่มีเครื่องเสียงพวกนี้
คิดว่าบ้านเมืองเราเป็นอย่างไรบ้าง
พฤฒิพล :
คำถามนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ผมลุ่มหลงอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ เช่น
ตอนที่ผมได้แผ่นลีลากระทุ่มหม่อมส้มจีนมานะครับ
ผมจะมาฟังแล้วก็นึกว่าในสมัยนั้นถ้ามีศาลาริมน้ำ
มีท่านขุนบางคนกำลังไขลานหีบเสียง แล้วก็มีเพลงออกมาจากแผ่น
เสียงหม่อมส้มจีนสาวๆเป็นเสียงอย่างนี้แหละ ผมจะจินตนาการอย่างนั้น
คือจากแผ่นเสียงนั้น เราได้รู้ว่าเรามาจากไหน แล้วเราก็มีที่มาด้วย
มันสะท้อนได้เลยว่าสังคมไทยในอดีตถ้าพูดเป็นภาษาวัยรุ่นคือไม่ใช่ขี้ๆ
พูดตรงๆว่าเราใหญ่นะครับ
เพราะถ้าเราไม่ใหญ่จริงแล้วจะมีฝรั่งมานั่งอัดเสียงคนไทยไปขายหรือ
ลองย้อนกลับไปดูสิว่าในแอฟริกามีสักกี่ประเทศที่ฝรั่งไปอัดเทปแล้วก็เอาแผ่นเสียงไปขาย
แสดงว่าคนไทยเราก็มีเศรษฐกิจที่สุดๆเหมือนกัน
ผมว่าพวกเรากำลังลืมอะไรบางอย่าง สมมุติว่าวันนี้เราบ้าเพลงเบิร์ด ธงชัย
จินตหรา
ถ้าอีกร้อยปีข้างหน้าแล้วเขาลืมเพลงพวกนี้เนี่ยะเราก็ทนไม่ได้เหมือนกัน
มันเป็นวัฏจักร
แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ว่าในร้อยปีข้างหน้าจะมีคนเก็บเพลงของเบิร์ดหรือเปล่า
ถ้าในอีกร้อยปีข้างหน้าแล้วยังไม่มีคนเก็บเพลงในแผ่นเนี่ยอันนั้นแหละคืออันตราย
คราวนี้คือจบเลยเรียบร้อย
เวลาผมพูดกับฝรั่งผมจะภูมิใจมากในการที่ผมได้พูดถึงแผ่นเสียงกรุงสยาม
บางแผ่นฝรั่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นแผ่นตราปาเต๊ะของประเทศสยาม
เราดีไซน์ของเราเองนะครับโดยห้างรัตนมาลาเป็นช้างเหยียบโลก
แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของอาณานิคมคือ
การที่เราไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใคร จึงทำให้เรามีแผ่นเสียง
ที่เป็นเพลงของสยามจริงๆมีเยอะ
ถ้าเราไปตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจริงๆแล้วนะครับ
ก็คงจะไม่มีผู้ปกครองยอมให้อัดเพลงไทย
เพราะว่าเขาต้องการลบวัฒนธรรมเราทิ้งซะ
เพราะฉะนั้นก็จะมีแต่เพลงอังกฤษที่ผลิตในยุคนั้นแต่ทำในบางกอก
รัชกาลที่ห้าได้มีส่วนช่วยมาก พระองค์ท่านทรง balance power
ทุกอย่างได้ด้วย ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่าเรารอดจากตรงนั้นแหละ
เราลองคิดดูว่าถ้าเกิดว่าเราเป็นอาณานิคมของประเทศใดประเทศหนึ่ง
เช่นของฝรั่งเศสเนี่ยะ แน่นอนครับ Angle Trademark , Odeon
ไม่มานะครับเพราะว่าเป็นของเยอรมัน มีแต่ Path? เท่านั้นครับ
แต่ถ้ามองกลับกันถ้าเราเอาแต่ของเยอรมัน Path? ก็ไม่มา
แต่นี่เรามีตรายี่ห้อแผ่นเสียงทุกเจ้าที่เข้ามาก็เพราะว่าเราไม่ใช่อาณานิคมใคร
เพลงดนตรี : ถ้าเกิดว่าไม่มีเอดิสันเกิดขึ้นในโลกนี้
คุณคิดว่างานบันทึกเสียงจะเป็นอย่างไร
พฤฒิพล
: ต้องบอกก่อนว่าเอดิสันไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์ได้
ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีเขาก็ต้องมีคนอื่นเหมือนกัน
แต่จะมีคนคิดทินฟอยล์หรือเปล่า เพราะแต่ละคนจะคิดต่างกัน ขอเท้าความนิดนึง
ก่อนเอดิสันก็ยังมีนักคิดหลายคนเหมือนกัน
คิดเป็นอย่างอื่นคือโพลนาวโตรกราฟท์
คือการเอากระบอกไปเป่ากับเขม่าให้ดำแล้วก็นำเอาขนหมูจี้เข้าไปแล้วก็จะมีเสียงออกมา
แต่ด้วยว่ามันมีความใหญ่เทอะทะแล้วก็ขนไปมาลำบาก เขาก็เลยเลิกกันไป
แต่เอดิสันทำได้ เป็นคนแรกที่อัดเสียงแล้วขายอุปกรณ์ในเชิงพานิชย์ได้
เพราะฉะนั้นทุกคนก็เลยยกให้เขาเป็นคนแรก เขาก็ไม่ใช่ตัวจริง
แต่เป็นคนแรกที่ทำงานบันทึกเสียงเป็นธุรกิจสำเร็จ
เพลงดนตรี : ในฐานะของคนที่เป็นนักสะสมของเก่าทั่วๆไป
เคยเจออาถรรพณ์อะไรบ้างไหมครับ
พฤฒิพล :
ผมจะอธิฐานจิตไว้ว่า ผมเป็นแค่คนหนึ่งมาดูแลสมบัติเหล่านี้
ผมมีหน้าที่แค่เป็นเจ้าของแค่ชั่วชีวิตนี้
หลังจากนั้นก็ต้องไปเจอคนอื่นอีกนะ แต่ผมขอว่าจะดูแลคุณให้ดีที่สุด
ไอ้คำว่าดีที่สุดมันเป็นอย่างนี้ครับ บางคนดูแลก็จริงแต่ชอบไปอวดรวย
ชอบไปโชว์เขาบ้าง เล่นให้เขาบ้าง อวดเขาบ้าง เล่นจนพัง อันนี้ไม่ใช่นิสัยผม
ผมจะจัดนิทรรศการเพื่อให้คนฉลาดขึ้น
เท่าที่ดูแล้วผมก็ไม่เคยเจออะไรก็นอกจากมีถูกล็อตเตอรี่
ในเรื่องของการเดินไปเจอของหรือเจอคู่ก็มีหลายครั้ง
บางทีไปเดินดูของก็จะเจอแผ่นป้ายโอเดี้ยนอันนี้ หายากมากนะครับ
ผมรู้แต่ไกลเลยมันเหมือนมีคนพาไปเลยนะครับ ซอยนี้ไม่เคยเดินไปเลย
ยังไงก็ไม่เคยเดิน พอเดินไปเนี่ยเขาบอกว่าเพิ่งไปได้เมื่อคืนนี้
บางอย่างมันก็เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้หรอกครับมันเป็นเรื่องของเนื้อคู่
ถ้าคิดจะอนุรักษ์คิดดีทำดีอย่างที่ผมพูดนะ สิ่งดีๆก็จะมาหาเรา
มีหลายคนถามว่าผมหากระบอกเสียงสยามได้อย่างไร ผมรวยกว่าคุณ ผมเก่งกว่าคุณ
ผมรู้จักฝรั่งทุกคนที่อยู่ในโลกเลยนะ คือแบบอวดแต่ก็ยังหาของแบบนี้ไม่ได้
ผมว่าของพวกนี้เขาคงจะต้องคิดเจาะจงด้วยว่าจะอยู่กับใครด้วยนะครับ
อันนี้ไม่ได้บอกว่าผมวิเศษ มีบางคนที่ดีกว่าผม
ผมก็ภาวนาให้เขาเจอสิ่งที่ดีเหมือนกันด้วย
เพลงดนตรี เป้าหมายหรือปลายทางของการสนใจเครื่องเล่นแผ่นเสียงคืออะไร
พฤฒิพล ไหนๆ ก็พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว
ชีวิตผมทุ่มเทกับมันมาก จนผมก็สูญเสียบางอย่างไปเหมือนกัน
หลังจากผมแต่งงานแล้ว แฟนผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราทำตรงนี้มาก
เงินทุกบาททุกสตางค์ผมลงไปกับตรงนี้เยอะมาก
อย่างทุกวันนี้ผมต้องโอนเงินไปที่แคนนาดาปีละประมาณ ๒ แสน
เพื่อที่จะต้องเอาตัวจริงเครื่องอัดกระบอกเสียงรุ่นแรกสุดของเอดิสันมา
จะมาที่นี่อีก ๓ ปีข้างหน้า จะเป็นที่เดียวในเอเชีย คือเราลงทุนไปมาก
แฟนผมเขาก็คิดว่าเราไม่สนใจไยดีกับครอบครัว เขาก็เลยขอแยก
ตอนนี้ก็เลยต่างคนต่างอยู่
เราก็มีความรู้สึกว่าบางครั้งเราก็สูญเสียพอสมควร จะอธิบายมันก็ยาก
หรือบางครั้งผมต้องทำให้การกุศลอย่างนี้นะ เพื่อว่าจะได้เป็นมรดกของชาติ
ก็จะมีคำถามแม้แต่ที่บ้านผมเองว่า ทำไมต้องเป็นเงินเรา ทำไมไม่เป็นเงินเขา
เงินเขาเราออกแรงก็ดีแล้วนี่ แล้วเราทำเพื่ออะไร
ผมบอกได้เลยนะครับว่าถ้าไม่ใช่เงินผม ผมก็ดีใจ
แต่ถ้าเกิดไม่ใช่เงินผมและไม่ใช่เงินเขา งานไม่เกิดเลยผมถือว่าผมเสียใจ
ผมยืนยันไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า ของทุกอย่างเป็นของแผ่นดิน
ผมเปรียบเหมือนกับว่าแผ่นดินสร้างมาเพื่อให้ค้นหาแล้วรวมมันมาได้แค่นั้นเอง
งานสะสมนี่มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ
ผมบอกได้เลยว่ามันน่าจะเกิดจากกรรมเก่ามั้งครับ
ผมก็มานั่งถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราต้องมานั่งทำตรงนี้เพราะว่ามันลำบาก
ต้องสูญเสียเงินทองแทนที่จะเก็บให้ลูก แล้วก็ต้องคอยอธิบายให้คนอื่นฟังด้วย
เพราะที่เราทำไม่ใช่แอ็คชั่น เราทำเพื่อแผ่นดิน มันลำบากนะครับ
แต่ว่ามันเหมือนกับโดนสั่งมาให้ต้องทำนะ
อันนี้ถ้าไม่ใช่ตัวผมคนอื่นก็จะไม่เข้าใจว่าการโดนสั่งมาให้ทำนะหมายถึงอะไร
บางครั้งมันปฏิเสธไม่ได้มันเหมือนกับคนที่ทำงานปอเต๊กตึ๊ง
สมมตินะทำไมเขาต้องเก็บศพ
ซึ่งเขามีวิธีการเลือกในการดำเนินชีวิตเขาอีกตั้งเยอะ
ทำไมบางคนต้องยอมเสี่ยงตายเป็นนักกู้กับระเบิด
มันมีหลายอย่างครับที่บอกไม่ได้ ผมคงเป็นคนหนึ่งในนั้น
มันเหมือนกับว่าเราได้ถูกคัดเลือกให้มาทำงานด้านนี้
ผู้ที่เลือกเราเขาอาจเป็นพระเจ้า ในที่นี้ไม่ใช่ GOD นะครับ
แต่ว่าเป็นวิถีชีวิต แต่โชคดีอย่างนึงคือว่าเขาให้เราทำงานอนุรักษ์ก็จริงนะ
แต่เขาให้เราด้วยความรักไงครับ เราก็เลยทำงานโดยไม่ลำบาก
การสั่งให้ต้องมาทำอะไรบางอย่างที่ขัดกับความรู้สึกของตัวเองอันนั้นผมถือว่าเป็นกรรม
แต่ในที่นี้ผมทำแล้วใจเรารักด้วย แล้วเราก็ให้แผ่นดินด้วย
อย่างนี้เราก็มีความสุข
เพลงดนตรี : เวลาพระเจ้าเขาคัดเลือกเรามาแล้ว
เขาแถมเงินให้เราด้วยหรือเปล่า
พฤฒิพล :
มันเป็นเรื่องที่พูดยากนะ เขาไม่ได้แถมเงินมาหรอก
แต่ว่าเขาอาจจะให้สมองผมมาดีนิดนึง
คือเราก็สามารถหาเงินเองได้แล้วอีกส่วนก็คือผ่อนไปเรื่อยๆ
ก็ได้เพิ่มมาทีละนิด คือทุกวันนี้ผมบอกได้เลยว่าผมต้องเลี้ยงตัวเอง
แล้วของทุกอย่างในนี้ก็ต้องใช้เงินผมทั้งนั้นเลย
รวมทั้งการพิมพ์วารสารของสมาคมฯครั้งนึงก็หกหมื่น
แล้วผมก็ไม่ได้พิมพ์ไว้ขาย ผมพิมพ์ไว้แจก
เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเลยก็ไม่มีวันรวย
เพลงดนตรี :
ถ้างั้นก็แปลว่าต้องหาความมั่นคงของธุรกิจก่อนงานอนุรักษ์วัฒนธรรมถึงจะเดิน
พฤฒิพล : ใช่
เราเคยคุยแล้วว่าเราต้องทำเงินให้ได้ก่อนแล้วงานอนุรักษ์ของเราจึงจะตามมา
เพราะงานของเราเป็นงานแปลก คือรัฐไม่ได้เหลียวแล คือมันห่างไกล
เราต้องดูแลตัวเอง ไม่เหมือนกับต่างประเทศซึ่งรัฐจะช่วย
แต่บ้านเราเนี่ยถือว่าเป็นประเด็นที่ไม่สำคัญมากนัก
เพลงดนตรี แล้วทำไมเมืองไทยไม่มีเงินช่วยกับเรื่องอนุรักษ์ประเภทนี้
พฤฒิพล ผมคิดว่าปัญหายากจนน่าจะอยู่อันดับแรก
แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย
งานอนุรักษ์อย่างนี้เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์
ต่างประเทศเขาจะดูอารยธรรมจากพิพิธภัณฑ์
ดูจากจำนวนพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในประเทศนั้น
ดูว่าในแต่ละแห่งนั้นมีการถอยหลังของเผ่าพันธุ์
ประวัติศาสตร์ของชาติยาวนานแค่ไหน อันนี้แหละสำคัญ
แต่ของเมืองไทยผมว่าทำตามหน้าที่มากกว่าที่จะทำจากใจ อันนี้ผมพูดตรงเลยครับ
คนจะทำพิพิธภัณฑ์ผมบอกได้เลยว่ารัฐบาลต้องเลี้ยง
ต้องให้คนในชาติรักในวัฒนธรรมแล้วคนในชาติจะไปดูพิพิธภัณฑ์
แต่ประเด็นตอนนี้ก็คือ คนในชาติปากท้องยังไม่อิ่ม เพราะฉะนั้นการจะหาเวลา ๑
วัน
ในรอบอาทิตย์เพื่อไปดูวัฒนธรรมประจำชาติคือพิพิธภัณฑ์นี่ลืมได้
สถานการณ์พิพิธภัณฑ์เอกชนที่มีอยู่อย่างของคุณเอนก
นาวิกมูล แกก็แย่อยู่เหมือนกัน
เมื่อสองเดือนที่แล้วยังมานั่งปรับทุกข์กันเลยว่าจะทำบ้านพิพิธภัณฑ์ให้รอดอย่างไร
ผมกลัวบ้านพิพิธภัณฑ์จะปิดตัวลงไป เพราะถ้าถามว่า
ในเรื่องของพิพิธภัณฑ์มันเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญกับการดำรงชีพ
ปัญหาบ้านเราคือ เราจะท้องอิ่มหรือเปล่า
และเรื่องสำคัญเราได้รับอิทธิพลตะวันตกในแง่บูชาเงินเป็นพระเจ้ามากเกินไป
ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ใช่มีปัญหาเรื่องท้องอิ่ม
แต่มีปัญหาว่าทำอย่างไรจึงรวยกับคนอื่น
อันนี้แหละเขาจะทำทุกอย่างเพื่อเงินไม่ใช่เพื่อวัฒนธรรม
ถ้าผมคิดอย่างนี้ด้วยอีกคน
บ้านพิพิธภัณฑ์ก็คงไม่ไปช่วย
ขณะนี้เราตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมามีวัตถุประสงค์อะไร
บุคลากรในนั้นมีความชำนาญและช่ำชองขนาดไหน
ทุกคนในนั้นบอกได้เลยว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะฉะนั้นก่อนผมจะฝากอะไรไป
ผมคิดว่าเขาต้องสร้างตัวเขาเองก่อน ถ้าสร้างตัวให้มีแกน
มีรูปแบบและมีจุดหมายที่แน่นอนคนก็จะฝาก
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากถึงนักอนุรักษ์ด้วยกันว่า
อย่าไปหวังกับกระทรวงวัฒนธรรมมากนัก อย่าไปหวังเงินรัฐบาล สิ่งที่เราทำได้
ณ วันนี้ที่ดีที่สุดคือการเปิดใจให้กว้างขึ้น
รู้จักรักใคร่กลมเกลียวกันในกลุ่มของนักอนุรักษ์ มันง่ายที่สุดแล้วครับ
คิดดูง่ายๆว่าการแบมือขอเงินคนอื่น กับการที่เราเปิดใจตัวเองรักคนอื่น
แล้วมอบความรู้วิชาตัวเองให้คนอื่น อะไรง่ายกว่ากัน
เราให้เขาก่อนแล้วเขาให้กลับมา เมื่อความเป็นปึกแผ่นมันเกิดขึ้น
อำนาจต่อรองกับรัฐมันก็มี การร่วมมือของคนทำงานทางวัฒนธรรมดีขึ้น
กระทรวงวัฒนธรรมหันมามองเอง
เพลงดนตรี นอกจากงานอนุรักษ์ตรงนี้แล้วทำอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า
พฤฒิพล ผมเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในส่วนของวิชา "ประวัติศาสตร์ตามคำบอกและจดหมายเหตุเสียง" (Oral History
and Sound Archive) หลักสูตรปริญญาโทของภาควิชาภาษาตะวันออกและโบราณคดี
เขาจะเปิด ๓ รุ่น ซึ่งปีนี้เป็นรุ่นสุดท้าย
เวลาที่ผมไปสอนนะครับผมจะบรรยายแบบถอดใจเลยครับ
คือถ่ายทอดทุกอย่างที่มีอยู่ในสมอง จะไม่มีคำว่ากั๊ก
แต่หลังจากที่บรรยายมาร่วมสามปีแล้วก็ไม่เห็นจะมีเพชรเม็ดไหนโผล่ขึ้นมาเลย
สำหรับผู้เรียนผมบอกตรงๆว่ายังหวังอะไรไม่ได้เลย
เนื่องจากการเรียนมันทำได้แค่ระดับหนึ่ง แต่ว่า spirit
หรือจิตวิญญาณมันไม่ได้อยู่ในบทเรียน
มันไม่มีเนื้อวิชาที่จะทำให้รักขนาดนั้น มันขึ้นกับความสนใจ
ผมเชื่อว่าเขาสามารถนำเอา
ความรู้จากการเรียนไปทำงานในหน้าที่เลี้ยงชีพดำเนินชีวิตได้
แต่ว่ามันไม่มีแรงกระตุ้นพอที่จะให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ๆ
เช่นแนวการอนุรักษ์ที่นอกเหนือจากผม แต่ก็ โอ.เค.คุณไม่รักมากขนาดนั้น
แต่ขออย่าทำลาย ให้รู้คุณค่าก็พอแล้ว
หรือว่าคนที่พาลูกหลานไปพิพิธภัณฑ์แล้วบอกว่า มาทำไมน่าเบื่อ ร้อนจัง
ผมว่าคนนั้นแย่กว่าคนที่อยู่เฉยๆซะอีก ผมว่ามันอีกนานเรื่องการอนุรักษ์
อีกอย่างหนึ่งผมกำลังตั้งใจทุ่มเทให้กับวงการดนตรีไทยด้วย
เพราะผมมองแล้วว่ามันเกี่ยวโยงกันโดยตรง
เพราะงานอนุรักษ์ด้านเสียงสมัยนั้นก็คือเพลงไทย
ผมบอกอย่างไม่อายว่าผมฟังดนตรีไทยไม่เป็น
แต่ผมรู้ว่าที่ผมทำอย่างนี้ผมทำให้คนที่ฟังเป็นได้ฟัง
ความสุขของผมอยู่ตรงที่คนที่ฟังเป็นได้ฟังแล้วเขาเอาไปถ่ายทอดต่อ ผม
download เพลงของนายบุศย์มหินทร์ เพลงหม่อมส้มจีน
ลงในโฮมเพจแล้วเขาเอาไปศึกษาต่อ ผมถือว่าหมดภาระแล้ว เพราะผมคิดว่า
ขบวนการบอกต่อนี่สำคัญที่สุดแล้ว
เพลงดนตรี :
แล้วจะหยุดงานอนุรักษ์(ที่น่าท้อแท้)นี้เมื่อไหร่
พฤฒิพล : มีคนถามผมหลายคนแล้วรวมทั้งที่บ้าน
อันนี้ก็เสียดายเงินเหมือนกัน ผมว่าผมจะหยุดเรื่องเครื่องเมื่อมันพร้อม
ในแง่ที่ว่ามันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย
แต่ผมจะไม่หยุดอนุรักษ์และเผยแพร่ จนกว่าจะไม่ไหวจริงๆ
ไม่ได้หมายความว่าจะยกให้ลูกนะครับถ้าลูกไม่สนใจ
แต่ก็จะยกมรดกให้ใครก็ตามที่เขาทำหน้าที่เหมือนผมมารับช่วงไป
ยกให้ทั้งหมดเลยนะครับ
เพลงดนตรี :
สมมติว่าคนที่จะมารับมรดกพิพิธภัณฑ์เครื่องเสียงโบราณไปดูแล
ต่อจากคุณพฤฒิพล คนคนนั้นชื่อมหาวิทยาลัยหรือชื่อรัฐบาลได้ไหม
พฤฒิพล : อืมม์ ผมไม่ให้ราชการครับ
คือว่าผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ในระบบสถาบันหรือในระบบรัฐบาลเนี่ย
มันมีกลไกภายในที่ไม่ได้ทำจากใจ กลไกราชการมันเกิดขึ้นจากหน้าที่
แต่ไม่ได้เกิดจากใจ
เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงานอนุรักษ์ตามหน้าที่แต่ไม่ได้ทำด้วยใจย่อมจะมีโอกาสพลาดสูง
พลาดในที่นี้ก็คือมีการนำของเก่าไปขาย หรือทอดทิ้งให้สูญค่าไป
อย่างสมมติว่าเครื่องกระบอกเสียง อากาศชื้นบ้าง ไม่ชื้นบ้าง ราขึ้น ฝุ่นจับ
มันก็ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องไปทำดูแลทำความสะอาดให้เหนื่อยขนาดนั้น
เพราะเราทำหน้าที่ราชการที่ดีที่สุดแล้ว ของเสียแล้วก็โละทิ้งไป
การเผยแพร่นอกเวลาราชการก็ไม่สนใจ มันแตกต่างกันตรงนี้
From URL : http://www.music.mahidol.ac.th/thai/journal/interview.html#1