THE BEGINNING OF THE WAX CYLINDER
การกำเนิดของกระบอกเสียงไขขี้ผึ้ง



เชื่อหรือไม่??? เมื่อก่อนเก่า เราฟังดนตรีจากนมวัว!!!




ถ้าคุณสามารถบอกได้ว่า นม, ใบปาล์ม CARNAUBA และยิ่งร้อนยิ่งเข้ม เกี่ยวข้องกันอย่างไร? คุณก็ไม่จำเป็นต้องอ่านบทความนี้ เพราะคุณเป็นคนเพียงไม่กี่คนในโลก ที่รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงของโลกเข้าขั้นดีเยี่ยม
100 ปีที่ผ่านมา กิจวัตรประจำวันของคนรุ่นทวดก็คงไม่ต่างอะไรจากเรามากนัก ตื่นเช้าขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน และอาจตามด้วยดื่มนมสักแก้วเป็นการรองท้องก่อนออกไปทำงานตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน แต่จะมีที่ต่างกันบ้างก็เห็นจะเป็นตรงที่คนสมัยก่อน ไม่ได้ดื่มนมเพื่อรองท้องก่อนออกไปทำงานอย่างเดียว แต่เขาเอานมวัวมาอัดเสียงเพลงและเสียงดนตรีเก็บไว้ฟังได้อีกหลายครั้งหลายคราเมื่อยามต้องการ…
จริงครับ! ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่ได้พิมพ์ผิดหรือตั้งใจหลอกใคร เพราะนับตั้งแต่โลกรู้จักกระบอกเสียงเป็นครั้งแรกนั้น แทบจะไม่มีใครทราบเลยว่า เขาทำขึ้นมาจากอะไร ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาทำขึ้นมาจากไขที่มาจากนมวัวนั่นเอง เพราะไขที่ได้จากน้ำนมของสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทวัวควาย ถือเป็นไขที่หาง่ายและเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตกระบอกเสียงในยุคต้นๆ แต่ถ้าถามว่ากระบอกเสียงผลิตมาจากอะไรและมีอะไรเป็นส่วนประกอบหลัก ผมเชื่อเหลือเกินว่าน้อยคนนักที่จะได้รู้ความลับนี้ นอกเหนือจากบุคคลที่ชื่อว่า Thomas Alva Edison.
ซึ่งแม้แต่ นายบุศย์มหินทร์ ผู้ที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่าเป็นบุคคลแรกที่นำคณะนักดนตรีไทยไปบรรเลงยังยุโรปและมีการบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงไขผึ้งของเอดิสันเป็นครั้งแรก ณ. ประเทศเยอรมัน ก็คงไม่ทราบเหมือนกันว่าผลิตมาจากอะไร หรือแม้แต่ นาย ต. เง็กชวน บิดาแห่งวงการแผ่นเสียงไทยกับสัญลักษณ์ตรากระต่ายที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งแกเล่าว่าเมื่อตอนเป็นเด็กๆ ราวๆ ปีพ.ศ.2437 ก็เคยเห็นกระบอกเสียงที่มณฑลฉะเชิงเทรา แต่ก็ไม่รู้ว่าผลิตมาจากอะไร เพราะในเวลานั้นแกเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ส่วนอีกท่านหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องราวของกระบอกเสียงนั่นก็คือ กาญจนาคพันธ์ โดยได้กล่าวไว้ในหนังสือ "คอคิด ขอเขียน" ว่าขณะยังเป็นเด็กก็เคยเห็นกระบอกเสียงสีงาช้างบรรจุอยู่ในหีบเหล็กเรียงกันเป็นตั้งและในที่สุดก็หายสาบสูญไปตามกาลเวลา ไม่หลงเหลือให้คนรุ่นใหม่ได้เชยชมเลยสักกระบอก
เมื่อเกริ่นกันมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เชื่อแน่เหลือเกินว่ามีหลายคนที่ใคร่อยากรู้ความเป็นมาของกระบอกเสียงอย่างน้อยที่สุดก็อยากรู้ว่าคนสมัยก่อนเขามีสูตรลับอะไรที่สามารถผลิตออกมาเป็นกระบอกเสียงไว้สำหรับบันทึกเสียงดนตรีได้ และนี่คือสูตรลับของส่วนผสมสำคัญที่ใช้ในการผลิตกระบอกเสียงช่วงต้นปี พ.ศ. 2439 หรือเมื่อ 107 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ส่วนผสมของสูตรลับดังกล่าวได้แก่
STEARIC ACID 48%
SODIUM STEARATE 20.2%
ALUMINUM STERATE 11.3%
CERESIN 20.5%
นอกเหนือจากส่วนผสมลับข้างต้นแล้ว ส่วนประกอบหลักที่ลืมเสียมิได้และจะต้องถูกหลอมรวมกันในเบ้าหลอมใบใหญ่ ก็คือ CARNAUBA (คาร์นูบ้า เป็นไขชนิดหนึ่งมีสีเหลืองอ่อน ได้จากใบปาล์มแถบอเมริกาใต้ มีมากในประเทศบราซิล ใบปาล์มชนิดนี้มีคุณสมบัติที่สำคัญคือคือตามใบจะมีผงไขติดอยู่คล้ายฝุ่น (Dust Wax) กรรมวิธีในการนำฝุ่นไขนี้มาใช้ประโยชน์ก็คือต้องตัดใบปาล์มลงมาแล้วใช้ไม้ใบพายตีกระแทกเพื่อให้ฝุ่นไขที่เกาะตามใบร่วงหล่นลงภาชนะรองรับ ซึ่งไขของคานูบ้านี้เป็นไขจากธรรมชาติที่ทนทานที่สุด) นอกจากนี้ก็มีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ใส่ลงไปได้แก่ ไขจากปลาวาฬ และ ไขผึ้ง (ไขปาล์ม CARNAUBA และ ไขผึ้งนี้สามารถรับประทานได้ และปัจจุบันยังคงใช้เป็นส่วนผสมสำคัญของเม็ดอมช๊อคโกแลตยี่ห้อสมาร์ทตี้ ส่วนไขปลาวาฬนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของลิปสติก) และ OZOCERITE (โอโซซิไรท์ บางที่เรียกว่าไขแร่ หรือ Native Paraffin หรือ Mineral Wax เป็นไขที่มีสีน้ำตาลพบมากในบริเวณใกล้กับแถบทะเลแคสเปียน และในรัฐยูท่าห์ บริเวณรอยต่อของชั้นหินทราย และอาจพบได้ในส่วนผสมน้ำมันดิบตามธรรมชาติ)


(ภาพข้างบน: ต้นปาล์ม คาร์นูบ้า ซึ่งมีมากในแถบอเมริกาใต้ และเป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตกระบอกเสียงไขผึ้งสีน้ำตาลในยุคต้นๆ)


(ภาพข้างบน: ข้างหลอดชอคโกแลตสมาร์ทตี้ ระบุถึงส่วนผสมของไขคาร์นูบ้า และไขผึ้งซึ่งไขทั้งสองนี้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของกระบอกเสียงในยุคต้นด้วย)

ถ้าพิจารณากันดีๆจะเห็นได้ว่าส่วนผสมดังกล่าวข้างต้นเมื่อหลอมรวมกันและหล่อออกมาเป็นกระบอกเสียงจะมีสภาพเป็นกรดเกลืออ่อนๆ (เนื่องจาก STEARATE มาจาก Salts of Stearic Acid) ด้วยเหตุนี้เอง หัวเข็มที่เป็นโลหะ (ซึ่งเอดิสันใช้สำหรับเครื่องเล่นกระบอกเสียงต้นแบบและมักถูกกรดอ่อนบนผิวกระบอกเสียงกัดกร่อนหัวเข็มจนเป็นสนิม) เมื่อเอดิสันทราบถึงสาเหตุนี้จึงได้เปลี่ยนจากเข็มเหล็กมาเป็นเข็มเพชรโดยใช้แร่ Sapphire มาผลิตเป็นหัวเข็มโดยกลึงให้หัวเข็มมีลักษณะกลมมน เพราะลักษณะของร่องเสียงบนกระบอกเสียงเป็นแบบ Hill & Dale หรือที่เรียกว่า เนินเขาหุบเขาเตี้ยๆ ขึ้นลงแนวดิ่ง (ภาษาทางการเรียกว่า Vertical Cut)


(ภาพข้างบน: กระบอกเสียงไขผึ้งสีน้ำตาลชนิดบันทึกเสียงได้หลายครั้งของ เอดิสัน หรือที่เรียกว่า Brown blank wax cylinder)

ขอย้อนกลับไปที่สูตรลับการผลิตข้างต้นอีกครั้ง หลังจากเตรียมส่วนผสมข้างต้นแล้วก็ให้นำมาหลอมรวมกันในหม้อหลอมใบใหญ่ขนาดความจุประมาณ 400 กิโลกรัม โดยเร่งความร้อนในการหลอมให้ขึ้นไปสูงประมาณ 250 องศาเซลเซียส …กฎเล็กๆ น้อยๆ ของผู้เชี่ยวชาญทำกระบอกเสียงเมื่อ 100 กว่าปีก่อนต่างรู้ดีว่า "ถ้ายิ่งหลอมส่วนผสมดังกล่าวโดยให้ความร้อนมากขึ้นเท่าไร สีของกระบอกเสียงก็จะเป็นสีน้ำตาลเข้มมากขึ้นเท่านั้น" และกฎเหล็กสำคัญอีกข้อหนึ่งที่จะละเลยหรือลืมเสียไม่ได้เลยก็คือ ขณะหลอมไขในห้อง จะต้องทำในห้องที่มีการระบายอากาศที่ดีพอ เพราะไอระเหยของไขจากการหลอมเหลวที่ติดไฟง่ายจะลอยล่องอยู่ในอากาศและพร้อมทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงได้ตลอดเวลา ซึ่งเหตุการณ์ที่เอดิสันไม่เคยลืมเลยในชีวิตนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2432 ในปีนั้น ขณะที่เอดิสันกำลังกวนไขในหม้อหลอม ไอของไขที่ลอยอยู่ในอากาศได้เกิดระเบิดอย่างรุนแรง ส่งผลให้เอดิสันต้องนอนซมพร้อมผ้าผันแผลรอบตัวร่วมอาทิตย์


(ภาพข้างบน: กระบอกเสียงไขผึ้งและเครื่องโกนผิวไขผึ้งของเอดิสัน ซึ่งใช้สำหรับโกนเมื่อบันทึกเสียงผิดพลาด)

ในห่วงเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา มีหลายบริษัทที่พยายามแข่งขันกันผลิตกระบอกเสียงไขผึ้งเพื่อให้ตัวเองเป็นเลิศในตลาดรวมถึงบริษัทโคลัมเบีย แต่ทว่าทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กระบอกเสียงของเอดิสันมีคุณภาพดีที่สุดในท้องตลาด ถึงขนาดโคลัมเบียต้องยอมสั่งซื้อกระบอกเสียงของเอดิสันเพื่อมาอัดเสียงเพลงและดนตรีออกจำหน่าย แต่ในที่สุดเอดิสันตัดสินใจต้องการขจัดคู่แข่งในตลาด จึงได้ยุติการขายกระบอกเสียงไขผึ้งชนิดเปล่า (Edison Brown Blank Wax) ให้กับโคลัมเบียช่วงปลายปี พ.ศ. 2433 เพราะเอดิสันเห็นว่าโคลัมเบียกำลังจะเป็นบริษัทคู่แข่งที่น่าเกรงขามในอนาคต


(ภาพข้างบน: กระบอกเสียงไขผึ้งเมื่อถูกโกนเรียบร้อยแล้วและนำมาเตรียมบันทึกเสียงด้วยเครื่องเล่นกระบอกเสียงของเอดิสันรุ่น Home)

กระบอกเสียงชนิดไขผึ้งสีน้ำตาลของเอดิสันนี้ ในระยะแรกที่มีการบันทึกเสียงเพลง เสียงร้อง เสียงดนตรี เพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์นั้น สามารถบันทึกเสียงได้ครั้งละเพียง 1 กระบอกต่อ 1 ครั้งการผลิตเท่านั้น กระทั่งขึ้นปี พ.ศ. 2435 จึงเริ่มมีเทคโนโลยีที่สามารถบันทึกเสียงได้ครั้งละ 30 กระบอกต่อ 1 ครั้งการผลิต โดยเป็นการบันทึกลงกระบอกเสียงต้นแบบก่อนแล้วใช้กรรมวิธีลอกร่องเสียง (Pantograph) ลงกระบอกเสียงขนาดมาตรฐานอีกครั้งหนึ่ง
กระบอกเสียงชนิดไขผึ้งสีน้ำตาลที่กล่าวถึงมาข้างต้นทั้งหมดนั้นต่างก็มีข้อจำกัดที่เหมือนกันนั่นคือ เมื่อบันทึกเสียงเรียบร้อยแล้ว (Recorded) และต้องการฟังซ้ำ (Play Back) เสียงจะไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ต้องใช้หูฟัง (Ear Tube) เข้าช่วย และมักมีปัญหาเรื่องการขึ้นรา ตามร่องเสียงทำให้ร่องเสียงเป็นขุยผง และประการสำคัญ เมื่อเก็บกระบอกเสียงไขผึ้งไว้นาน ผิวไขก็จะยิ่งแข็งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยากในการบันทึกเสียงเพราะน้ำหนักเข็มจะกดเซาะร่องลงไปบนผิวไขได้ไม่ลึกนัก จึงจำเป็นต้องนำกระบอกเสียงไขผึ้งดังกล่าว มาอังเตาผิงหรือหลอดไฟเพื่อให้ผิวไขผึ้งโดยรอบอุ่นและนุ่มขึ้น ส่งผลให้เข็มสามารถเซาะร่องลงได้ลึกและเก็บเสียงได้ชัดเจนขึ้น



The story by Pluethipol Prachumphol.





CELEBRATION 103 YEARS OF SIAMESE SONGS THAT RECORDED ON THE WAX CYLINDERS.
THE BERLIN PHONOGRAMM-ARCHIV (1900-2000).
MEMORY OF THE WORLD (www.unesco.org).
SOUNDBAG No. 69 (www.floraberlin.de).
PAGE OF ANAKE NAWIKAMUNE, Bangkok, Thailand.
PAGE OF ANANT NARKKONG, Bangkok, Thailand.
PAGE OF MARIA JENNER, Vienna, Austria.
PAGE OF Dr. RAINER E. LOTZ, Bonn, Germany.
PAGE OF Dr. JEAN-PAUL AGNARD, Quebec, Canada.
PAGE OF PLUETHIPOL PRACHUMPHOL, Bangkok, Thailand.
DON'T MISS TO WATCH VDO. CLIPS!...HOW TO RECORD ON THE WAX CYLINDER?.
LISTEN "KHAM-HOM" FROM AN EDISON WAX CYLINDER.
HOW TO PROTECT THE WAX CYLINDERS FROM MOLD?
THE BEGINNING OF THE WAX CYLINDER.
PROJECT: 2W (Making the White Wax cylinder)
SPECIAL PAGE: H.R.H. PRINCESS MAHA CHAKRI SIRINDHORN's speech on an Edison wax cylinder.