 |
| A fabulous horn-style gramophone in Mr Pluethipol's private collection. |
 |
| A peculiar-looking 'talking machine'. |
 |
| A paper cover of an old record produced by Siam Gramophone Records in 1927. |
Ever wonder how our ancestors listened to music without CD or MP3 recording? What kind of instrument they used to record those old Thai melodies and replay them time after time?
What they used were "talking machines" _ ancient phonographs and gramophones, which helped people of the past generation to enjoy music, much as we do today.
These machines of the old world will in a few months be on display in a museum run by Pluethipol Prachumphol, a private collector. Members of the public will not only be seeing the phonographs and gramophones, they will learn how they work; they will be listening to and touching the real thing.
Mr Pluethipol, president of Antique Phonograph and Gramophone Thai Society, plans to open the museum, located on the second floor of his office and residence building on Soi Lat Prao 43, in October. The construction cost is about 3.5 million baht. "It will be the first Thai museum with demonstration and displayed items related to the first sound recording in Thailand. It will be a living museum."
The museum will be a tribute to Boosara Mahin, the first Thai who, together with his musical troupe, brought Siamese music to Germany in 1900. The troupe, which performed at the Berlin Zoo, was the first Thai group to be recorded on wax cylinder.
His story, however, is quite sad. He owed some debt when setting up the orchestra and had hoped earnings from the Berlin performance would enable him to pay off the debt. But this didn't happen. He went into bankruptcy after returning from Germany and was sued by members of the troupe for unpaid wages. He died one year later, after slipping in his house.
"Boosara Mahin is a legend of Siamese sound recording. He left for Germany without money or honour, but he came back with history to be remembered," said Mr Pluethipol.
The idea of doing something as a tribute to Boosara Mahin came to his mind a long time ago, but the project had to be delayed due to limited budget.
Now that financial problems have been solved, Mr Pluethipol is going ahead with the museum.
The establishment will have various sections. The entrance will display the portraits of Boosara Mahin and his troupe during their trip to Germany, and a set of Thai musical instruments similar to the set used by the troupe.
There will be a hall exhibiting Boosara Mahin's story, and another section to display the first sound recording of the Royal Anthem performed by the Boosara Mahin Orchestra in Berlin in 1900.
Another corner will house a sculpture of King Chulalongkorn the Great and the historic wax cylinder used to record the Siamese Patrol, the march song composed by a German musician and played during the monarch's visit to Germany in 1907. The exhibit is a copy of the original cylinder, currently in a museum in Berlin.
Besides, there will be a corner for the historic voice recording of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn on wax cylinder in 2002 to celebrate 100 years of sound recording in Siam. The cylinder was cloned from the original item now kept at the National Library. Most of these antique records have their original sounds.
There will also be old-time disc records of different trademarks, such as Angel, Columbia, Dog trademarks and Rabbit brand as well as the graphophones from different time periods. Most items come from Mr Pluethipol's private collection of 22 years. Many of the items were bought at auctions, with prices ranging from 2,000 to 100,000 baht.
Mr Pluethipol, 37, said his interest began with his passion for music.
"I like listening to music. I just wondered how people of the past generations listened to music and when it started. Did they enjoy the music as much as we do today? So I started searching for the information, and became more and more intrigued by the history," Mr Pluethipol said.
It amazed him to find that, unlike modern recording which has several techniques to furnish the sound and correct mistakes, past recordings mostly depended on the original sound's quality, and even if there was an error, the recording would have to go on. However, the recorded sound was more authentic and genuine.
Mr Pluethipol said having the museum at his residence would allow him to take care of the establishment himself.
"Most museums in Thailand usually experience management problems because the management is based on hiring system and normally people won't work beyond office hours. That is the main reason museums are not properly looked after. But my museum needs special care. These antiques must be kept clean and we need to control temperature and humidity to keep the stuff in good condition," he said.
The museum will open only on Sundays from 11am to 5pm, with Mr Pluethipol himself acting as museum guide.
พิพิธภัณฑ์กระบอกเสียงฯ เสียงเก่าเล่าประวัติศาสตร์
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย
คนส่วนใหญ่อาจเคยเห็นหน้าค่าตาแผ่นเสียงมาบ้างแล้ว เพราะจนถึงทุกวันนี้ แผ่นเสียงก็ยังพอมีซื้อมีขายกันอยู่
แต่สำหรับ "กระบอกเสียง" กลับตรงกันข้าม เพราะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้จัก
ด้วยความที่กระบอกเสียงเป็นของหายาก ยิ่งเป็นกระบอกเสียงที่บันทึกเพลงไทยเมื่อราวร้อยกว่าปีที่แล้ว ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
พฤฒิพล ประชุมผล วัย 38 ปี จึงจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทยขึ้น ใช้พื้นที่ชั้น 2 ของอาคารสีขาว สุดซอยลาดพร้าว 43 เป็นสถานที่จัดแสดง เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาทำความรู้จักและคุ้นเคยกับกระบอกเสียง รวมทั้งเพื่อให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พฤฒิพล ซึ่งรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ เริ่มต้นอธิบายถึงกระบอกเสียงก่อนว่า เรียกชื่อตามลักษณะที่เห็น คือเป็นทรงกระบอก ข้างในกลวง ทำด้วยขี้ผึ้ง มีความยาวราวหนึ่งฝ่ามือ
แบ่งเป็น 3 อย่างใหญ่ๆ คือ กระบอกเสียงขี้ผึ้ง เวลาอัดเสียง ก็ใช้เครื่องเล่นกระบอกเสียง ที่เปลี่ยนหัวเป็นตัวอัดเสียงมาอัด ระหว่างอัด ขี้ผึ้งจะกระเด็นออกมา เมื่ออัดเสร็จแล้วก็ปัดเศษขี้ผึ้งทิ้ง เป็นอันสิ้นขั้นตอนการอัดเสียง
กระบอกเสียงแบบนี้ หากฟังไป 5-6 ครั้ง ขี้ผึ้งจะสึก ต้องโกนใหม่ให้ผิวขี้ผึ้งเรียบ ซึ่งเพลงที่อัดไว้เดิมก็จะสูญไปด้วย แล้วจึงค่อยอัดเสียงใหม่
เมื่อคนเริ่มนิยม กระบอกเสียงก็เริ่มพัฒนา มีทั้งแบบเป็นขี้ผึ้งดำที่อัดเพลงมาจากโรงงาน จะอัดเสียงทับอีกก็ไม่ได้ แต่กระบอกเสียงประเภทนี้มีข้อเสียตรงที่เมื่ออยู่ในที่ร้อนจะละลาย หล่นก็แตก กระบอกเสียงจึงพัฒนาอีก เป็นพลาสติคแบบเซลลูลอยด์ ตกไม่แตก
"เนื้อความในหนังสือวชิรญาณวิเศษที่ออกในสมัยรัชกาลที่ 5 มีกล่าวถึงกระบอกเสียงไว้ คือสมัยนั้นนอกจากพวกเจ้านาย ขุนนาง หรือผู้มีอันจะกินจะนิยมฟังเพลงจากแผ่นเสียงแล้ว ก็ฟังจากกระบอกเสียงด้วย แต่กระบอกเสียงจะได้รับความนิยมน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเพราะอัดได้เพียง 2 นาที และเก็บยาก ไม่เหมือนแผ่นเสียงที่วางซ้อนกันได้
"เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามีเพลงของคณะดนตรีนำโดยนายบุศย์ มหินทร์ นำเครื่องดนตรีไทยไปแสดงในยุโรป ไปเล่นที่เยอรมนีประมาณ พ.ศ.2443 ก็มีฝรั่งอัดเพลงที่คณะนายบุศย์บรรเลงลงในกระบอกเสียง ถือเป็นประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงของสยามเลยก็ว่าได้" พฤฒิพลเล่า
ความประทับใจที่มีต่อคณะดนตรีชาวสยามกลุ่มนี้ ทำให้พฤฒิพลจัดพื้นที่มุมหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ฯให้เป็นส่วนของคณะดนตรีนายบุศย์โดยเฉพาะ มีกระบอกเสียงเก่าอายุร้อยปี ที่บันทึกเพลงที่คณะดนตรีนายบุศย์บรรเลงไว้จากไฟล์ดิจิตอล ตั้งไว้ให้ชม
เดินไปไม่กี่ก้าว คือตู้กระจกทรงสูง จัดแสดงกระบอกเสียงเพลง สยามมีส พาโทรล ของแท้ อายุตั้งแต่ พ.ศ.2449
"เพลงนี้ พอล ลิงเก้ นักประพันธ์เพลงชาวเยอรมนี ประพันธ์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯเยือนประเทศเยอรมนี" พฤฒิพลบอกความเป็นมา
ที่พิพิธภัณฑ์ฯปลาบปลื้มและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง คือสำเนากระบอกเสียง ที่บันทึกจากกระบอกเสียงตัวจริง ที่บันทึกพระสุรเสียงของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯในงานฉลอง 100 ปีในการบันทึกเสียงแห่งสยาม ที่หอสมุดแห่งชาติ เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งครั้งนั้น พระองค์ได้พระราชทานพระราชานุญาต ให้บันทึกพระสุรเสียงของพระองค์ลงกระบอกเสียงไว้
กระบอกเสียงร่วมร้อยที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ พฤฒิพลบอกว่ามีทั้งเพลงไทยและเพลงฝรั่ง นับอายุก็หลายสิบปีขึ้นไปจนถึงเป็นร้อยปี แต่จะเน้นเก็บเพลงไทยมากกว่า เพราะเป็นเพลงของบ้านเมืองเรา ส่วนเพลงฝรั่ง รวมทั้งกระบอกเปล่าที่จัดแสดงไว้นั้น ก็เพื่อให้คนที่เข้ามาดูได้เห็นว่ากระบอกเสียงเป็นอย่างไร และอยากให้ดูการออกแบบที่เก็บกระบอกเสียง
มีแต่กระบอกเสียงให้ดู คงไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่ พิพิธภัณฑ์นี้จึงมีเครื่องเล่นกระบอกเสียงหายากอยู่หลายเครื่องจัดวางให้ชมด้วย
ที่สะดุดตา เห็นจะเป็นลำโพงของเครื่องเล่นกระบอกเสียง ที่มีขนาดแตกต่างกันไป หลากสีสัน หลายรูปทรง ที่มีทั้งลำโพงทรงหมวกแม่มด ทรงกรวย ทรงดอกกลอรี่ มอร์นิ่ง ทรงคอหงส์ หรือทรงนักล่า ที่นำท่วงท่าของสัตว์ที่พร้อมล่าเหยื่อมาประยุกต์เป็นทรงของลำโพง
กว่าจะได้กระบอกเสียง เครื่องเล่นกระบอกเสียง และลำโพง อย่างที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ฯ เจ้าของบอกว่าต้องใช้เวลาตามเก็บมานานหลายปี เดินหาทั้งในตลาดนัดจตุจักร ท่องอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าเว็บไซต์ที่มีสินค้าให้ประมูล ซึ่งถ้าเป็นกระบอกเสียง ส่วนใหญ่ราคาเริ่มต้นที่ราว 600 บาทขึ้นไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับเพลง และสภาพของกระบอกเสียง
ไม่ก็ติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างนักสะสมด้วยกัน ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ อย่างญี่ปุ่น ประเทศแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือแคนาดา ที่ประเทศหลัง มี ฌอง ปอล แอกนารด์ ประธานพิพิธภัณฑ์เอดิสันที่นั่น คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย
หรือหากได้ไปต่างประเทศ ก็เดินดูตามตลาดนัดขายของเก่า โชคดีก็มีให้ซื้อหามาเก็บ ส่วนทางสุดท้าย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯยกให้เป็นเรื่องของ "เนื้อคู่" ระหว่างของเก่าหายากกับคนอยากหามาสะสม
ใช่จะเก็บแต่กระบอกเสียงและสิ่งที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แผ่นเสียง ซึ่งมีบทบาทในการบันทึกเสียงเช่นเดียวกัน ก็มาปรากฏตัวอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯด้วย
ภายในตู้กระจกที่ตั้งอยู่ติดผนังด้านยาวของพิพิธภัณฑ์ฯ คือแผ่นเสียงที่มีอายุตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ลงมาถึงไม่กี่สิบปีอยู่ราวร้อยแผ่น ที่พฤฒิพลสะสมไว้
เจ้าตัวบอกว่า เน้นเก็บแต่แผ่นที่หน้าตราสวย คือไม่มีรอยขีดเขียน ขูดขีด หรือฉีกขาด เรียกได้ว่าเป็นอันดับ 2 หรืออันดับ 3 ของประเทศเลยทีเดียว ที่มีแผ่นหน้าตราสวยอยู่ในครอบครอง
หรือแผ่นที่เกิดจากความผิดพลาด ก็หามาเก็บด้วยเหมือนกัน ซึ่งแผ่นพวกนี้ เกิดจากการที่ฝรั่งไม่รู้ภาษาไทย เมื่อแกะหน้าตราเป็นภาษาไทย จึงมีบ้างที่วางตำแหน่งของสระ หรือวรรณยุกต์ผิดที่ กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง และกลายเป็นของหายากในเวลาต่อมา
"หน้าตราคือบริเวณที่เป็นวงกลมตรงกลางแผ่น ซึ่งผมเน้นเก็บหน้าตราที่สมบูรณ์ เพราะหน้าตราจะอิงกับประวัติศาสตร์การผลิตเครื่อง และประวัติศาสตร์การเข้ามาบันทึกเสียง จึงสมควรที่จะดูหน้าตราให้เด่นชัด อย่างที่มีเก็บไว้อยู่ก็เช่น แผ่นยี่ห้อปาเต๊ะ หรือตราไก่แดง" พฤฒิพลให้เหตุผลพร้อมยกตัวอย่าง
แผ่น "เนี้ยบ" เหล่านี้ก็เหมือนกับกระบอกเสียง ที่พฤฒิพลให้ความสนใจเน้นเก็บแผ่นที่เป็นเพลงไทย มีทั้งที่ร้องโดยหม่อมส้มจีน แม่แป้น ฯลฯ ซึ่งเป็นนักร้องมีชื่อสมัยรัชกาลที่ 5
ในพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ใช้เวลาก่อตั้งประมาณ 4-5 ปีนี้ ยังมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงหลายรุ่น หลายยี่ห้อ ที่พฤฒิพลเก็บหอมรอมริบ ตระเวนหามาเก็บไว้หลายเครื่อง และยังมีของหาดูได้ยากอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ซองเก็บแผ่นเสียงหลายยุคหลายสมัยที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ กล่องเหล็กขนาดเล็กไม่กี่นิ้ว ที่มีไว้ใส่เข็มสำหรับเล่นแผ่นเสียง มีสีสันลวดลายบนกล่องชวนดู หรือจะเป็นตุ๊กตาไม้ สยาม ซู ที่เคลื่อนไหวได้คล้ายหุ่นชักใย ใช้เล่นกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงเพื่อความเพลิดเพลิน ฯลฯ
ใครสนใจเข้าชมคงต้องรออีกนิด เพราะพิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย จะเริ่มเปิดในเดือนกันยายนนี้ ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. ค่าเช้าชม 100 บาท ซึ่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯบอกว่า จะแถมหนังสือเรื่องเครื่องเสียงโบราณ ตำนานแห่งศาสตร์และศิลป์ให้ฟรี 1 เล่ม จะได้เอากลับไปพลิกๆอ่านกันได้
อีกอย่าง ขอจำกัดจำนวนคนเข้าชมเพียงวันละ 2 กลุ่ม กลุ่มละ 5-8 คนเท่านั้น จะได้ซักถามหรือซักไซ้ไล่เลียงกันได้เต็มที่
"สิ่งที่ทำเป็นเหมือนสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน และปัจจุบันสู่อดีต เรารู้จักอดีตบางส่วนได้ก็จากเพลงเหล่านี้ บทเพลงและท่วงทำนองที่อยู่ในกระบอกเสียงและแผ่นเสียงก็คือศิลปะอย่างหนึ่ง...อีกอย่างคือเป็นประวัติศาสตร์" พฤฒิพลกล่าวทิ้งท้าย
หนังสือพิมพ์มติชน หน้า 34
URL: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04230848&day=2005/08/23
ชมพิพิธภัณฑ์กระบอกเสียงย้อนอดีตการดนตรีสมัยร.5