จานเสียงหน้าตราต่างๆ ของสยาม



คลิกที่รูปข้างล่างเพื่อชมภาพยนต์สั้นแบบ VDO. clip
เล่าเรื่องประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงในสยามช่วงรัชกาลที่ ๕

VDO. clip - The history of sound recording in Siam




การบันทึกเสียงลงแผ่นครั่งมี 2 ประเภท

1. Vertical Recording
เป็นการทำให้พื้นร่องของแผ่นเสียง เป็นคลื่นสูงต่ำ ภาษาอังกฤษเรียกว่า hill-and-dale แปลตรงตัวก็คือ เนินเขาและหุบเขาเตี้ยๆ โดยกระบวนการนี้ส่งผลให้พื้นร่องขรุขระ ขณะที่ขอบร่องดูเป็นเส้นคู่ขนานสวยงาม แผ่นเสียงที่อัดด้วยกระบวนการนี้ต้องใช้เข็มชนิดเข็มเพ็ชรเล่นเท่านั้น (Sapphire needle) และ Vertical Recording นี้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า Sapphire Recordings เมื่อนำแผ่นเสียงประเภทนี้มาเล่นต้องปรับความเร็วไปที่ 80-120 รอบ/นาที
2. Lateral Recording
เป็นการทำให้ขอบร่องของแผ่นเสียงเป็นรอยหยัก ขณะที่พื้นร่องของแผ่นเสียงราบเรียบ (ต่างจากแบบแรกอย่างสิ้นเชิง) และรอยหยักของขอบร่องเสียงนี้เองเมื่อกระทบกับปลายเข็มเหล็กจะเกิดการสั่นสะเทือน และทำให้เกิดเสียง สามารถพิจารณาได้จากตาเปล่า ซึ่งจะเป็นร่องบนแผ่นเสียงครั่งปรากฏรอยหยักตามขอบร่อง แผ่นเสียงประเภทนี้ใช้เล่นในอัตราความเร็ว 78 รอบ/นาที

รอบต่อนาทีคืออะไร? (RPM หรือ Round per minute)
คือ จำนวนรอบของการหมุนกระบอกเสียงหรือแผ่นเสียงทั้งหมดในเวลา 1 นาที ซึ่งมีผลกับคุณภาพเสียงที่ออกมา ถ้าจำนวนรอบของการหมุนต่อนาทีมากเสียงที่ออกมาจะดี (แต่ก็ขึ้นกับความกว้างของร่องเสียงบนแผ่นเสียงด้วย นั่นคือ ถ้าร่องมีความละเอียดสูง (ร่องแคบ) จะส่งผลให้เสียงดียิ่งขึ้น) ตรงกันข้าม ถ้าจำนวนรอบของการหมุนในเวลา 1 นาที ต่ำ คุณภาพเสียงก็จะด้อยลง ในปัจจุบันนี้แผ่นเสียงประเภทไวนิลทั้งหมดถูกกำหนดให้ความเร็วรอบอยู่ที่ 33.5 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นความเร็วรอบที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของการผลิตแผ่นเสียง แต่เนื่องจากว่า เทคโนโลยีในการทำร่องเสียงดีกว่าสมัยดั่งเดิมมาก จึงสามารถลดความเร็วรอบลงเหลือในระดับต่ำควบคู่ไปกับร่องที่มีความละเอียดสูง

แผ่นเสียงร่องกลับทางคืออะไร
คือ แผ่นเสียงที่กำหนดให้มีจุดเริ่มต้นในการเล่นอยู่ที่ด้านในของแผ่น โดยเข็มจะวิ่งสวนทางและไปสุดที่ขอบแผ่นด้านนอก ตัวอย่างแผ่นประเภทนี้ได้แก่ แผ่นเพลงสยามปาเต๊ะรุ่นหนาที่ใช้การแกะสลักตราแทนกระดาษปิด

แผ่นเสียงหน้าเดียวคืออะไร
คือ แผ่นเสียงในสมัยเริ่มแรกที่ยังไม่สามารถอัดเสียงได้ทั้ง 2 หน้า โดยปกติหน้าที่มิได้อัดเสียงจะพิมพ์สัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิต เป็นต้นว่า ตรา Angle Trademark และ Columbia Trademark



















ตัวอย่างเพลงจากแผ่นเสียงตรา เทวดามีปีก
ลิ้นลากระทุ่ม หม่อมส้มจีน ร้อง G.C. 13395

ชูชกขึ้นต้นไม้ นายทอง G.C. 111999

สารถีชักรถ หม่อมส้มจีน ร้อง G.C. 13457

ข้านิส์วรรณหงษ์ หม่อมส้มจีน แม่แป้น แม่หลง ร้อง G.C. 14137

ชมโฉม หม่อมส้มจีน ร้อง G.C. 14138



ตัวอย่างเพลงจากแผ่นเสียงตรา ปาเต๊ะ ร่องกลับทาง
จางวางทั่วระนาด นายบัวซออู้ นายจักซอด้วง นายชื่นขลุ่ย นายจันฆ้องเล็ก น่า1

จางวางทั่วระนาด นายบัวซออู้ นายจักซอด้วง นายชื่นขลุ่ย นายจันฆ้องเล็ก น่า2

สังข์ศิลป์ไชย ตอนไปรับนางเกษรจากท้าวกุมภัณฑ์ น่า1
หม่อมเจริญ แม่เทศ
ส่งพิณพาทย์ดึกดำบรรพ์โหมโรงเพลงเสมอข้ามสมุทร


ปรบไก่แก้กัน น่า1 นายป่วน นายชุ่ม แม่วอน แม่ละม่อม
บ้านมหาราชวงกรุงเก่า




ตัวอย่างเพลงจากแผ่นเสียงตรา โอเดียน ตึกสีแดง
มโหรีตับเพลงฉิ่ง น่า1 หม่อมส้มจีน ร้อง
เครื่องสายนายแปลก


สามไม้ใน หม่อมส้มจีน ร้อง
พิณพาทย์นายแปลก นายสอน




ตัวอย่างเพลงจากแผ่นเสียงตรา โอเดียน ตึกสีน้ำตาล
พระยาน้อยชมตลาด น่า1 นายจอน(ชาย) นายสุข(หญิง)
เข้าเครื่องพิณพาทย์


ลาวสมเด็จ น่า1 หม่อมมาไลย ร้อง
พิณพาทย์ดึกดำบรรพ์




ตัวอย่างเพลงจากแผ่นเสียงตรา โอเดียน ตึกสีน้ำเงิน
พระราชนิพนธ์เรื่องลครคนังที่10 หม่อมส้มจีน ร้อง
พิณพาทย์ขุนประสาร




ตัวอย่างเพลงจากแผ่นเสียงตรา รามสูรกับเมขลา แผ่นเสียงสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์
มโหรีตับเทพบรรทม10 หม่อมส้มจีน ร้อง
เครื่องสายขุนประสานดุริยศักดิ์


หมายเหตุ: เพลงข้างต้นทั้งหมดถูกบันทึกเสียงในช่วงสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕






















การอัดเสียงในกรุงสยามครั้งแรก ณ วังบ้านหม้อ

ตามหลักฐานและตัวอย่างแผ่นเสียงครั่งอย่างหนาชนิดร่องกลับทางของปาเต๊ะ ทำให้ทราบว่าการอัดเสียงในสมัยแรก เริ่มนั้นเกิดขึ้น ณ วังบ้านหม้อ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมมหรสพสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นบ้านของเจ้าพระยาเทเวศน์ วงศ์วิวัฒน์ โดยมีหม่อมเจริญ กุญชร ณ อยุธยา เป็นต้นเสียงขับร้อง วังบ้านหม้อนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหม้อ ถนนอัษฎางค์ ริมคลอง หลอด และถือเป็นสถานที่ให้กำเนิดวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นชื่อและรู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้น นอกจากนี้แล้วนักร้องดัง ที่มีการอัดเสียง ณ วังบ้านหม้อ และเป็นที่ชื่นชอบได้แก่ หม่อมเจริญ หม่อมมาลัย แม่ชม แม่ชื่น แม่แป้น และแม่ปุ้ม เป็นต้น

หม่อมส้มจีน นักร้องดังเสียงดีสมัยรัชกาลที่ 5

หม่อมส้มจีน เป็นภรรยาของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) ท่านมีชื่อเสียงในเรื่องร้องเพลงสามชั้น และเป็นศิษย์ ของพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) คือต่อเพลงกันมาตั้งแต่เจ้าคุณครูยังเป็นนายแปลกธรรมดา ไม่มีบรรดาศักดิ์ ได้ร่วมกันอัดเสียงเรื่อยมา จนนายแปลกได้เป็นท่านขุน หม่อมส้มจีนก็ได้เป็นนักร้องหญิงในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคสมัยนั้น นิยมเสียงเล็กแหลมจึงเป็นที่โปรดปรานมาก หม่อมส้มจีนเป็นผู้ร้องเพลงแสนเสนาะ บันทึกลงแผ่นครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2450 มีหลักฐานแสดงไว้ในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านลงวัน ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2451 ได้ทรงฟังเพลงแสนเสนาะนี้ เขาทำแผ่นส่งไปถวายที่เมืองแฮมเบอร์ก ประเทศเยอรมันนี ซึ่งระยะนั้นเสด็จ พระราชดำเนินประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 แผ่นเสียงของหม่อมส้มจีนในระยะแรกมักพิมพ์ชื่อท่านผิด โดยพิมพ์ว่า "หม่อมซ่มจีน" ซึ่งที่ ถูกแล้วต้องเป็น "หม่อมส้มจีน" ท่านเป็นนักร้องสตรีบรรดาศักดิ์คนแรกของกรุงสยาม ที่บนแผ่นเสียงมีลายสลักชื่อโดยลายมือ ของเจ้าตัวเป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าเป็นของแท้และเป็นนักร้องเพียงคนเดียวในกรุงสยามที่มีหลักฐานว่ามีการสลักชื่อบนแผ่นเสียง และถึงแก่กรรมในราวปี พ.ศ. 2454





หลวงกล่อมโกศลศัพท์ (จอน สุนทรเกศ)

นายจอน เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. 2405 บิดาชื่อ นุช (พระวิเศษภักดี) เป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ มารดาชื่อ เผื่อน คุณ ปู่ของนายจอนเป็นถึงเจ้าเมือง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุนทรสงคราม (เกศ) จากชื่อบรรดาศักดิ์รวมกับชื่อเดิม จึงได้รับพระราชทาน นามสกุลว่า "สุนทรเกศ" ตามประวัตินายจอนเกิดในเรือขณะที่บิดามารดาล่องเรือตามแม่น้ำจากเพชรบูรณ์กลับกรุงเทพฯ และเนื่องจาก เกิดขณะเดินทาง บิดาจึงให้ชื่อ "จร" แต่ต่อมาเขียนเพี้ยนเป็น "จอน" นายจอนเป็นคนชอบดนตรีและมีความสนใจในการเล่นเสภา ละคอน นอก ทำให้เก่งในเรื่องท่องจำบท ในที่สุดก็ชวนเพื่อนฝูงออกเล่นตามวัดต่างๆ เป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้คู่กับเพื่อนชื่อ นายศุข ศุขะวาที (หลวงเพราะสำเนียง) ด้วยความที่นายจอนมีเสียงดีนั่นเอง กองดุริยางค์ทหารเรือซึ่งขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเป็นเสนาบดีควบคุมอยู่ ได้ติดต่อชักชวนให้ท่านเข้ารับราชการในตำแหน่งนักร้องประจำวงดนตรี (แตรวง) ยังได้ทำหน้าที่สำคัญในการเห่เรือพระที่นั่ง เวลาเสด็จเลียบพระนครทางชลมารค รวมทั้งเวลามีงานกฐินหลวงทางเรืออีกด้วย ว่ากัน ว่าเสียงนายจอนนั้นดังมาก สองฟากแม่น้ำเจ้าพระยาคนมาดูเห่เรือหลวงได้ยินเสียงเห่เรือกันชัดถนัดหูเลยทีเดียว ผลงานการขับร้องเพลง ของนายจอนนั้น ต่อมาได้มีบริษัทแผ่นเสียงหลายแห่งมาทาบทามไปบันทึกเพลงเพิ่มมากขึ้นทุกที ได้แก่ Ketz Brothers Co.,Ltd. (ตราช้างเผือก) , Lyrophone Concert Record Co.,Ltd. (ตราลำโพงปากแตร), Odeon Record Co.,Ltd. (ตราตึก) จากประเทศเยอรมันนี, Gramophone Concert Record Co.,Ltd. (ตราหมาฟังเพลง) จากประเทศอังกฤษ และ Pathe Record Co.,Ltd. (ตราไก่แดง) จากประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2467-2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงละครเรื่อง "พระร่วง" นายจอนร้องเพลงเขมรปากท่อได้ไพเราะ เป็นที่สบอารมณ์พระราชหฤทัย ครั้งนั้นได้พระราชทานยศเป็น หลวงกล่อม โกศลศัพท์ แผ่นเสียงระยะหลังๆ จึงใช้ชื่อบนแผ่นว่า "หลวงกล่อมโกศล" นายจอนถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2485 เมื่ออายุ 80 ปี ด้วยโรคชรา
หลวงเพราะสำเนียง (ศุข ศุขะวาที)

รองเสวกเอกหลวงเพราะสำเนียง เป็นคนจังหวัดพระนคร เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2407 เป็นบุตรคนที่ 2 ของหลวงสุนทรพิมล (ลพ) กับนางพ่วง สนใจด้านศิลปะการร้องรำทำเพลงตั้งแต่ยังเด็กและมีความจำเป็นเลิศในการขับร้องเพลง ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาด เล็กหลวงตั้งแต่พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร และในปี พ.ศ. 2454 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนเพราะสำเนียง ต่อมาปี พ.ศ. 2455 ได้เลื่อนเป็นหลวงเพราะสำเนียง ได้พระราชาทน จ.ช., จ.ม., ว.ป.ร. 5 และรับราชการตลอดมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ท่านแต่งงานกับนางจีบ ศุขะวาที (นามสกุลเดิมใช้ "เทพหัสดิน") และมีบุตรธิดาทั้งสิ้น 6 คน ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2477 รวมอายุได้ 71 ปีเศษ นายศุข ศุขะวาที เป็นศิลปินที่มีผลงานในการอัดแผ่นเสียงหลายตรา นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม เป็นต้นว่า ตราช้างเผือก, ตราไก่แดง, ตราตึก, ตราหมาฟังเพลง ผลงานส่วนใหญ่มักอัดเสียงร้องคู่กับนายจอน สุนทรเกศ เนื่องจากนายศุข ศุขะวาที มีเสียงดีเล็กแหลม จึงร้องเป็นเสียงตัวนางเรียกว่าเป็นคู่พระคู่นางกันเลยทีเดียว และเป็นที่นิยมในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ผลงานเพลงที่อัดแผ่นมีเป็นจำนวนหลายร้อยเพลง ประเภทของเพลงที่อัดแผ่นมีดังนี้ เพลงแหล่, เพลงร้องแก้กัน, เพลงเรือ, เพลงพระลอตามไก่, เพลงชุดมะโดดบวช, เพลงพระลอคลั่งสมเด็จ, เพลงประกาศเพตรา, เพลงหุ่นกระบอกเรื่องจันทโครพ, เพลงเสภาตลก, เพลงพยาน้อยชมตลาด, เพลงลาวกะเริ่ง, เพลงพลายเพชรพลายบัวพานางแว่นแก้ว, เพลงขับเสภาตั้งแต่เณรแก้วนอนหอ, เพลงโอ้ร่าย, ฯลฯ เพลงบางเพลงร้องอัดเป็นชุด บางชุดมี 5 แผ่น 10 แผ่นกว่าก็มี ส่วนมากจะมาจากวรรณคดีเก่าๆ เช่น เสภา, จำอวด, เพลงพื้นบ้าน, เพลงร้องแก้กัน, เพลงเป๋หรือเพลงฉ่อย, เพลงไทยเดิม ฯลฯ






แผ่นโอเดียน (Odeon) รุ่นแรกผลิตที่ไหน?
บริษัทโอเดียนได้ว่าจ้างบริษัทโฟโนติเปียเป็นผู้ผลิตให้











SIAMESE BEKA RECORD AND LABEL









SIAMESE LYROPHONE RECORD AND LABEL











SIAMESE COLUMBIA RECORD AND LABEL












THIS IS THE MOST RAREST SIAMESE LABEL
WE STILL NEED MORE INFORMATION ABOUT THIS LABEL.



E-mail from Mr. Rainer.

Congratulations! With regard to the mysterious Columbia disc record: All I can say is that it looks like an American pressing. The Columbia Phonograph Company, General, was staretd in around 1897, but did not start disc production under that name until 1902. From 1908 all Columbia discs were double-sided. Thus, your discs should be from the 1902-08 time period. The series prefix "S" probably stands for "Siam" but which number was the first issue...?
Regards
DR. RAINER E. LOTZ, BONN (http://www.lotz-verlag.de/)



E-mail from Mr. Christian Mueller.

It's really exciting!!! I suppose this Columbia label is the same that has been used in Japan, too: Over the Globe of Earth are the sun, surrounded by a star and the moon, it is right? And the colours are gold lettering aver dark green... I have to send you the article from January 1908 about Harry L.Marker, the sound engineer who went to Siam. In 1906,at the palast of King Rama V, he recorded an orchestra...The recording place was a "barn looking like a fairy tale". The responsible at Columbia for China (and, I suppose, Thailand,too) was one of the Dorian brothers. I will do my best to help you in your project regarding the History of the recording in Siam and also in your project to transfer the Royal Collection onto CD... Someone has to do it to preserve an important part of the thai culture before it will be too late, and it must be you... I'm fighting to find informations about the chinese recording industry from 1890 until 1925, but it's not easy at all... I suppose that Anker, Lyrophon and Favorit also went to China, but I never saw any of their chinese recordings:you showed the Favorit and Lyrophon in siamese, I saw once a picture of an Anker in indonesian and I'm owning a Lyrophon in vietnamese... Thank you so much for putting my name on the APGTS ring...The new presentation is also nicer!
Bye-bye for now,
CHRISTIAN MUELLER (tortux68@hotmail.com)
If you know more about this label.
Please send your infomation to: phonograph@hotmail.com
Thanks very much in advance.



ห้างคี เชี้ยง แอนด์ ซัน เป็นห้างในสยามที่ขายแผ่นเสียงตราช้างแดง


ขอขอบคุณ อาจารย์ เอนก นาวิกมูล ที่เอื้อเฟื้อภาพห้างคี เชี้ยง แอนด์ ซัน เพื่อการศึกษา



"แผ่นเสียงของราชบัณฑิตยสภา"
งานบันทึกเสียงระดับชาติที่ไม่มีเหลือเพราะภัยสงคราม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหนึ่งปี ได้มีการบันทึกเสียงครั้งใหญ่โดยราชบัณฑิตยสภา ซึ่งถือว่าเป็นงานส่งเสริมคีตศิลป์ระดับชาติที่ได้ทำการบันทึกเสียงลงแผ่นกันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงดนตรีไทยผลงานครั้งนั้นปัจจุบันคงเหลือแต่เอกสารเรื่องบทแผ่นเสียงซึ่งได้พิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ม.จ. (หญิง) พัฒนายุ ดิสกุล เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ท่านอัครราชทูตเยอรมันนามว่า Dr. Asmis ได้ถวายข้อเสนอแนะให้มีการบันทึกแผ่นเสียงเพลงไทย โดยยินดีจะติดต่อกับบริษัทโอเดี้ยน (ตราตึก) ในประเทศเยอรมันให้ช่วยบันทึกเสียงและอัดเป็นแผ่นเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติโดยไม่หวังประโยช์นตอบแทน เพียงแต่ขอให้ประทับตราว่าเป็นของราชบัณฑิตยสภาเท่านั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงโสมนัสในเรื่องนี้เป็นอันมาก ด้วยทรงทราบดีว่าการบรรเลงเพลงไทยโดยนักดนตรีฝีมือเอกนั้น จะคงอยู่ได้เพียงชั่วชีวิตของผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งๆ เท่านั้น อีกประการหนึ่งนักดนตรีไทยไม่นิยมจดโน๊ต การใช้สมองจดจำเพลงยอมมีการคลาดเคลื่อนสมควรที่จะได้รวบรวมทำเป็นโน๊ตสากลไว้ จึงทรงมอบหมายงานนี้ให้พระธิดา คือหม่อมเจ้า พัฒนายุ ดิสกุล เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมนักดนตรีนัร้องและคัดเลือกบทเพลงต่างๆเพื่อจัดทำเป็นแผ่นเสียงสำหรับชุดที่หนึ่งเป็นชุดแรกก่อน โดยหวังว่าจะได้ทำชุดอื่นๆต่อไปอีก เริ่มต้น ได้มีการไหว้ครูครั้งใหญ่ที่ท้องพระโรงวังวรดิส (วังถนนหลานหลวง) มีองค์ที่ปรึกษาคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฝ่ายดนตรีไทยมีหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ฝ่ายดนตรีสากลมีพระเจนดุริยางค์ ( ปี ไฟท์ วาทยะกร) พร้อมด้วยนักดนตรีไทย ๒๗ คน นักดนตรีสากล ๒๖ คน นักประสานเสียง ๔๕ คน และผู้ร่วมงานอื่นๆรวมแล้วไม่น้อยกว่า ๑๒๐ คน นับเป็นงานใหญ่มาก เสียค่าใช้จ่ายแรงงานและเวลาฝึกซ้อมเป็นเวลานานร่วม ๔ - ๕ เดือนจึงได้ทำการบันทึกเสียงที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ทั้งหมดนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ใช้สถานที่และข้าราชการในกรมมหรสพมาร่วมงานด้วยตลอด การบันทึกเสียงครั้งนี้ หม่อมเจ้าพัฒนายุได้ทรงนำเทคนิคใหม่ๆเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดเสียงต่างๆสมจริงเช่น ในเพลงตับชุดนางซินเดอเรลลาเมื่อถึงตอนนาฬิกาตีก็โปรดให้ใช้เครื่องดนตรีฝรั่ง (Tubular Bell) เล่นเป็นเสียงนาฬิกาเมื่อถึงบทระฆังตีก็ใช้ระฆังฝรั่งตีจริงๆ โดยมีคุณพระเจนดุริยางค์เป็นผู้ตีเอง ในบทโขนตับพรหมาสตร์ เพลงทะแยกลองโยนเมื่อขับร้องถึงคำว่ากลองชนะ ก็มีเสียงกลองรัวประกอบ ตอนใดที่มีเสียงมโหระทึกหรือแตรสังข์ก็มีเสียงสอดแทรกให้เห็นสมจริงทุกประการ นับเป็นการใช้เทคนิคพิเศษเป็นครั้งสำคัญของการอัดเสียงเพลงไทย ต่อเนื่องมาจากเพลงแม่ศรีทรงเครื่องที่เล่ามาในตอนที่แล้ว แผ่นเสียงชุดที่หนึ่งนี้ มีทั้งที่เป็นเพลงตับและเพลงเกร็ด เฉพาะบทร้องเท่านั้น พิมพ์ได้เป็นเล่มหนาถึง ๗๗ หน้า ที่เป็นเพลงตับได้แก่ ตับเรื่องพระเป็นเจ้า ตับราชาธิราช ตอนสมิงพระรามหนีเมีย ตับอีแมน (นิทราชาคริต) ตับนางซิน ตับจูล่ง ตับขอมดำดิน ตับพระลอ ตับเรื่องอุณรุทธ์ ตับพรหมาสตร์ ตับพระนารายณ์ ปราบนนทุก ตับเรื่องจันทกินรี ตับเรื่องพระยศเกตุ เรื่องท้าวแสนปมและตับเรื่องกากี ส่วนที่เป็นเพลงเกร็ดมีทั้งเพลงเถา เพลงสามชั้น เพลงสองชั้น รวมทั้งสิน ๔๕ เพลง มีเพลงโหมโรงเพียงเพลงเดียวคือ เพลงคลื่นกระทบฝั่งสามชั้น พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อได้จำนวนเพลงที่บันทึกแผ่นเสียงชุดที่ ๑ นี้แล้ว จะเห็นได้ว่าจำนวนแผ่นเสียงที่บันทึกได้เห็นจะมีมากมายเป็นจำนวนร้อยกว่าแผ่น เพราะเพลงตับนั้นแต่ละตับจะต้องใช้แผ่นเสียงเป็นจำนวนมาก บางตับใช้แผ่นเสียงถึง ๒๐ แผ่น ส่วนเพลงเถานั้นแต่ละเถาต้องใช้แผ่นเสียงไม่น้อยกว่า ๒ - ๓ แผ่นเพลงแปลกๆซึ่งปัจจุบันนี้ ได้ยินแต่ชื่อแต่หาคนบรรเลงได้ยากก็มีหลายเพลง เช่น เพลงขึ้นพลับพลาสามชั้น เพลงอัปสรสำอางค์สามชั้น บำเรอบรมบาทสามชั้น และเพลงซ้อนแท่น เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ ทรงมีพระทัยกว้างมากในการจัดทำแผ่นเสียงชุดนี้ โดยมิได้ทรงเลือกที่รักมักที่ชังว่าเพลงนั้นจะมาจากสำนักใดนอกจากนี้ยังปรากฏว่า เพลงที่แต่งขึ้นใหม่ๆโดยนักดนตรีหนุ่มๆขณะนั้น เช่น เพลงแขกกุลิตเถา เพลงโสมส่องแสงเถา เพลงจีนขิมเล็กเถา เพลงเขมรปี่แก้วทางสักวาสามชั้น ซึ่งเป็นของนายบุญธรรม (มนตรี) ตราโมท นักแต่งเพลงหนุ่มมากในยุคนั้น ก็ได้รับการคัดเลือกให้บันทึกเสียงด้วย นับเป็นการส่งเสริมดนตรีไทยด้วยน้ำพระทัยอันแท้จริง นักดนตรีที่ร่วมบรรเลงเพลงไทยล้วนแต่ผู้มีฝีมือจากกรมมหรสพทั้งสิ้น คนสำคัญๆได้แก่ พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) ตีระนาดเอก หลวงสร้อย สำเนียงสนธ์ (เพิ่ม วัฒนวาทิน) ตีฆ้องใหญ่ อาจารย์มนตรี ตราโมท ตีระนาดทุ้ม หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และนายไปล่ วรรณขจร สีซอด้วง นาย ปลั่ง วรรณขจร สีซออู้ นายจ่าง แสงดาวเด่น ดีดจะเข้ หมื่นตันตริการเจนจิตร์ (สาย ศศิผลิน) เป่าขลุ่ย หลวงบำรุงจิตร์เจริญ (ธูป สาตรวิลัย) ตีฉิ่ง นายจิตร์ เพิ่มกุศล ตีกลอง ส่วนผู้เล่นฆ้องเล็กไม่มีบันทึกไว้ นักร้องหญิงมีด้วยกันหลายคนคือ ครูท้วม ประสิทธิกุล ครูลิ้นจี่ จารุวรรณ ครูเลื่อน สุนทรวาทิน นักร้องชายมีนายเชื้อ นักร้อง ขุนบำเรอจิตร์จรุง (ห่อ คุปตวาทิน) ผู้พากย์โขนคือ จมื่นมานิตย์นเรศร์ (เฉลิม เศวตนันท์) และอื่นๆอีกเป็นอันมาก แผ่นเสียงชุดนี้บันทึกแผ่นขี้ผึ้ง เป็น MASTER เสร็จแล้วส่งไปทำเป็นแผ่นถาวร ส่งกลับมาเป็นตัวอย่างเพียงสามชุด แต่ไม่ครบหมดทุกเพลงที่อัดไป ชุดหนึ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ชุดที่ ๒ ให้ราชบัณฑิตยสภาและชุดที่ ๓ ถวายท่านหญิงพัฒนายุเพื่อลองฟังก่อนแล้วจะส่งทั้งหมดที่เหลือตามหลังอีก ระหว่างรอแผ่นเสียงนี้ก็จัดทำโน๊ตสากลไปด้วย ระหว่างที่งานกำลังค้างอยู่นี้ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี ๒๔๗๕ งานทั้งหมดก็หยุดชะงักลง และไม่มีโอกาสได้ทำต่อเพราะเกิดการผันผวนทางการเมือง ต้องแยกย้ายเปลี่ยนหน้าที่และย้ายบ้านเรือนกันยกใหญ่ วังวรดิศก็เงียบเหงา เพราะท่านเจ้าของวังเสด็จไปอยู่ที่ปีนัง ต่อมาก็เกิดสงครามขึ้นในประเทศเยอรมัน การติดต่อขัดข้องไปทุกอย่าง แผ่นเสียงทั้งหมดที่อัดไปแล้วก็ไม่ได้ส่งกลับมาเมืองไทยอีก แม้จะได้พยายามติดต่ออีกหลายครั้งหลายหนก็ไม่มีคำตอบมาในที่สุดจึงทราบว่าโรงงานทำแผ่นเสียงถูกระเบิดทำลายไฟไหม้ทั้งหมด ก็เป็นอันสรุปได้ว่างานที่ท่านหญิงพัฒนายุ และคณะได้ตั้งใจทำอย่างดียิ่งครั้งนั้น ไม่มีอะไรเหลือนอกจากบทร้องซึ่งพิมพ์เอาไว้เท่านั้น โน๊ตสากลก็ไม่เสร็จและแผ่นเสียงตัวอย่างสามชุดที่ได้มาก็แตกหักสูญหายไปสิ้นนับว่าเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะผลงานครั้งนี้เป็นฝีมือชั้นครูจริงๆ สิ่งที่ควรบันทึกไว้ก่อนจบคือ การนับร้องประสานเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีที่บันทึกเสียงครั้งนั้น นับเป็นการขับร้องประกอบดนตรีฝรั่งวงใหญ่แบบตะวันตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงเพลงไทย ที่พระเจนดุริยางค์ (ปิติวาทยะกร)ดำเนินการฝึกซ้อมด้วยตนเอง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผลงานนี้มีได้มีโอกาสปรากฏแพร่หลายเลย เกร็ดประวัติในการบันทึกเสียงครั้งนี้ ขอแทรกเรื่องของครูเหนี่ยว ดุริยพันธ์ ไว้ว่าท่านได้เข้ามาเป็นนักร้องวัยรุ่นเสียงดีของกรมมหรสพ ในระยะการซ้อมเพลงตรงนี้พอดี แต่พอจะถึงเวลาบันทึกเสียง ท่านก็แตกวัยหนุ่ม เสียงแตกร้องไม่ได้ จึงต้องอดร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกไปอย่างน่าเสียดาย ท่านหญิงพัฒนายุ ดิศกุล นั้น คงจะเสียดายงานชุดนี้มาก จึงทรงเก็บต้นฉบับบทแผ่นเสียงนั้นไว้เป็นอย่างดี แล้วสั่งเจ้าพี่เจ้าน้องของท่านไว้ว่า เมื่อใดสิ้นพระชนม์ ให้พิมพ์หนังสือแจก เป็นบทแผ่นเสียงดังกล่าว บันทึกฉบับนี้อย่างน้อบที่สุดก็เป็นการแสดงความระลึกในพระคุณของหม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ ดิศกุล และศิลปินทั้งหลาย รายละเอียดท่านจะหาอ่านได้จากหนังสือบทแผ่นเสียงที่พิมพ์แจกในงานพระศพของหม่อมเจ้าหญิงพระองค์นั้นเมื่อ วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๒๓

หนังสือแนะนำ
ลำนำแห่งสยาม...งานรวบรวมเรื่องแผ่นเสียง
โดย นายแพทย์ พูนพิศ อมาตยกุล

ท่านสามารถหาซื้อได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป