สมาคมฯ สาธิตการเล่นแผ่นเสียงสยามปาเต๊ะบันทึกเพลงมอญ
แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
กรุณาคลิกที่ภาพเคลื่อนไหวข้างบนเพื่อชมวิดีทัศน์สั้น
การเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแผ่นเสียงสยามปาเต๊ะ(ไฟล์ .DAT)
แผ่นเสียงร่องกลับทาง ชุดมะโดดหนีเมียไปบวช
บทสวดคฤหัสถ์ชุด"มอญบวช" หรือ "มะโดดหนีเมียไปบวช" นี้ เป็นวิธีเล่าเรื่องนิทานที่เกี่ยวกับความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยร้องเป็นลำนำให้ชวนฟัง ถือเป็นประเพณีชาววัดอีกอย่างหนึ่งนิยมกันมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดย "มะโดดหนีเมียไปบวช" นี้ ผู้สวดจะออกเสียงคล้ายกับอ่านทำนองเสนาะ เป็นการเล่าเรื่องแต่เป็นรูปแบบของ "แหล่เทศน์" คนที่เทศน์เก่งๆ จะสามารถใส่อารมณ์ลงไปในเรื่องราวนั้น คนฟังก็เห็นภาพ เมื่อเนื้อเรื่องเป็นมอญก็เทศน์ออกมาเป็นสำเนียงมอญ ครั้งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีแตรวงบรรเลงเพลงไทย การสวดก็แปรรูปมาเป็นสวดแบบมีดนตรีประกอบ และถ้าจะให้โก้มากขึ้นก็ต้องเป็น "แตรฝรั่งมาจากนอก" เพลงที่ประกอบก็เป็นเพลงไทยสำเนียงมอญ ซึ่งฟังไพเราะมาก คนฟังก็ติดใจ ยิ่งคนเทศน์เก่งด้วย สำนวยลีลาตลก คนก็ยิ่งฮือฮามากขึ้นจึงปรากฏว่ามีนักเทศน์นิยมสวดคฤหัสถ์ชุดนี้มาก เท่าที่ทราบก็มีอยู่หลายท่าน เช่น นายทอง (เก่าที่สุด) นายขวาน นายจร นายศุข นายอิ่ม และพระสอนกรุงเก่า เป็นต้น นักเทศน์เล่านี้ ต่อมาบางคนก็กลายเป็นนักร้องเพลงไทย มีทั้งที่รับราชการอยู่ในกรมทหารมหาดเล็ก กรมทหารเรือ และที่เป็นเอกเทศอยู่ก็หลายคนด้วยกัน
แผ่นเสียงโบราณชุดมะโดดหนีเมียไปบวชนี้เป็นแบบโบราณชนิดร่องกลับทาง ผู้ขับร้องคือ นายจอนและนายศุข
ประวัตินายจอนและนายศุข
หลวงกล่อมโกศลศัพท์ (จอน สุนทรเกศ)
นายจอน เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. 2405 บิดาชื่อ นุช (พระวิเศษภักดี) เป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ มารดาชื่อ เผื่อน คุณ ปู่ของนายจอนเป็นถึงเจ้าเมือง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุนทรสงคราม (เกศ) จากชื่อบรรดาศักดิ์รวมกับชื่อเดิม จึงได้รับพระราชทาน นามสกุลว่า "สุนทรเกศ" ตามประวัตินายจอนเกิดในเรือขณะที่บิดามารดาล่องเรือตามแม่น้ำจากเพชรบูรณ์กลับกรุงเทพฯ และเนื่องจาก เกิดขณะเดินทาง บิดาจึงให้ชื่อ "จร" แต่ต่อมาเขียนเพี้ยนเป็น "จอน" นายจอนเป็นคนชอบดนตรีและมีความสนใจในการเล่นเสภา ละคอน นอก ทำให้เก่งในเรื่องท่องจำบท ในที่สุดก็ชวนเพื่อนฝูงออกเล่นตามวัดต่างๆ เป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้คู่กับเพื่อนชื่อ นายศุข ศุขะวาที (หลวงเพราะสำเนียง) ด้วยความที่นายจอนมีเสียงดีนั่นเอง กองดุริยางค์ทหารเรือซึ่งขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเป็นเสนาบดีควบคุมอยู่ ได้ติดต่อชักชวนให้ท่านเข้ารับราชการในตำแหน่งนักร้องประจำวงดนตรี (แตรวง) ยังได้ทำหน้าที่สำคัญในการเห่เรือพระที่นั่ง เวลาเสด็จเลียบพระนครทางชลมารค รวมทั้งเวลามีงานกฐินหลวงทางเรืออีกด้วย ว่ากัน ว่าเสียงนายจอนนั้นดังมาก สองฟากแม่น้ำ เจ้าพระยาคนมาดูเห่เรือหลวงได้ยินเสียงเห่เรือกันชัดถนัดหูเลยทีเดียว ผลงานการขับร้องเพลง ของนายจอนนั้น ต่อมาได้มีบริษัทแผ่นเสียงหลายแห่งมาทาบทามไปบันทึกเพลงเพิ่มมากขึ้นทุกที ได้แก่ Ketz Brothers Co.,Ltd. (ตราช้างเผือก) , Lyrophone Concert Record Co.,Ltd. (ตราลำโพงปากแตร), Odeon Record Co.,Ltd. (ตราตึก) จากประเทศเยอรมันนี, Gramophone Concert Record Co.,Ltd. (ตราหมาฟังเพลง) จากประเทศอังกฤษ และ Pathe Record Co.,Ltd. (ตราไก่แดง) จากประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2467-2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงละครเรื่อง "พระร่วง" นายจอนร้องเพลงเขมรปากท่อได้ไพเราะ เป็นที่สบอารมณ์พระราชหฤทัย ครั้งนั้นได้พระราชทานยศเป็น หลวงกล่อม โกศลศัพท์ แผ่นเสียงระยะหลังๆ จึงใช้ชื่อบนแผ่นว่า "หลวงกล่อมโกศล" นายจอนถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2485 เมื่ออายุ 80 ปี ด้วยโรคชรา
หลวงเพราะสำเนียง (ศุข ศุขะวาที)
รองเสวกเอกหลวงเพราะสำเนียง เป็นคนจังหวัดพระนคร เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2407 เป็นบุตรคนที่ 2 ของหลวงสุนทรพิมล (ลพ) กับนางพ่วง สนใจด้านศิลปะการร้องรำทำเพลงตั้งแต่ยังเด็กและมีความจำเป็นเลิศในการขับร้องเพลง ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาด เล็กหลวงตั้งแต่พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร และในปี พ.ศ. 2454 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนเพราะสำเนียง ต่อมาปี พ.ศ. 2455 ได้เลื่อนเป็นหลวงเพราะสำเนียง ได้พระราชาทน จ.ช., จ.ม., ว.ป.ร. 5 และรับราชการตลอดมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ท่านแต่งงานกับนางจีบ ศุขะวาที (นามสกุลเดิมใช้ "เทพหัสดิน") และมีบุตรธิดาทั้งสิ้น 6 คน ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2477 รวมอายุได้ 71 ปีเศษ นายศุข ศุขะวาที เป็นศิลปินที่มีผลงานในการอัดแผ่นเสียงหลายตรา นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม เป็นต้นว่า ตราช้างเผือก, ตราไก่แดง, ตราตึก, ตราหมาฟังเพลง ผลงานส่วนใหญ่มักอัดเสียงร้องคู่กับนายจอน สุนทรเกศ เนื่องจากนายศุข ศุขะวาที มีเสียงดีเล็กแหลม จึงร้องเป็นเสียงตัวนางเรียกว่าเป็นคู่พระคู่นางกันเลยทีเดียว และเป็นที่นิยมในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ผลงานเพลงที่อัดแผ่นมีเป็นจำนวนหลายร้อยเพลง ประเภทของเพลงที่อัดแผ่นมีดังนี้ เพลงแหล่, เพลงร้องแก้กัน, เพลงเรือ, เพลงพระลอตามไก่, เพลงชุดมะโดดบวช, เพลงพระลอคลั่งสมเด็จ, เพลงประกาศเพตรา, เพลงหุ่นกระบอกเรื่องจันทโครพ, เพลงเสภาตลก, เพลงพยาน้อยชมตลาด, เพลงลาวกะเริ่ง, เพลงพลายเพชรพลายบัวพานางแว่นแก้ว, เพลงขับเสภาตั้งแต่เณรแก้วนอนหอ, เพลงโอ้ร่าย, ฯลฯ เพลงบางเพลงร้องอัดเป็นชุด บางชุดมี 5 แผ่น 10 แผ่นกว่าก็มี ส่วนมากจะมาจากวรรณคดีเก่าๆ เช่น เสภา, จำอวด, เพลงพื้นบ้าน, เพลงร้องแก้กัน, เพลงเป๋หรือเพลงฉ่อย, เพลงไทยเดิม ฯลฯ
ประวัติการบันทึกเสียงแผ่นเสียงร่องกลับทางชุดมะโดดหนีเมียไปบวช
ตามประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยืนยัน แผ่นเสียงร่องกลับทางชุดมะโดดหนีเมียไปบวช เริ่มมีการบันทึกเสียงครั้งแรกในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง (ประมาณปี พ.ศ. 2445 - 2450) เป็นการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียง ปาเต๊ะ ของฝรั่งเศส เป็นแผ่นเสียงชนิดร่องกลับทาง (Center Start Disc) หมายถึงต้องวางเข็มจากตรงกลางแผ่นและเข็มจะหมุนทวนไปสุดขอบแผ่น บางคนในสมัยนั้นเรียกแผ่นเสียงชนิดนี้ว่า "แผ่นกลับซ้าย" และเข็มที่ใช้เล่นกับแผ่นเสียงชนิดนี้ต้องใช้เข็มเพชรหัวมนเท่านั้น ไม่ใช่เข็มเหล็กปลายแหลมอย่างที่หลายคนคุ้นเคย หน้าตราของแผ่นที่ระบุชื่อเพลงและผู้ขับร้องเป็นแบบชนิด "เซาะร่อง-ปาดสี" (Engraving Label) สีที่ใช้สำหรับปาด บริษัทปาเต๊ะกำหนดให้ใช้สีเหลืองเป็นสำคัญ เพราะสีเหลืองเป็นสีที่ตัดกับสีดำซึ่งเป็นสีของครั่งจึงทำให้หน้าตราแผ่นเสียงเห็นเด่นชัด ต่างจากแผ่นเสียงทั่วไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มักใช้หน้าตราเป็นแบบพิมพ์บนกระดาษ (Paper Label) ปาเต๊ะเป็นบริษัทผู้ผลิตแผ่นเสียงของชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งคือ ชาร์ล ปาเต๊ะ (ก่อน พ.ศ. 2449 ปาเต๊ะเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำที่ผลิตเครื่องเล่นกระบอกเสียงและตัวกระบอกเสียงไขผึ้ง จากนั้นจึงผันตนเองมาผลิตแผ่นเสียงเต็มตัวเมื่อปี พ.ศ. 2450 พร้อมกับเปิดตัวเครื่องเล่นจานเสียงรุ่น PATHE A สำหรับใช้กับแผ่นเสียงเข็มเพชรชนิดร่องกลับทาง) ชาร์ล ปาเต๊ะ ได้ส่งวิศวกรผู้ชำนาญงานด้านการบันทึกเสียงล่องเรือเข้ามายังสยาม เมื่อถึงบางกอกได้ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงเพื่อขอพระบรมราชานุญาตินำนักร้องเสียงเอกประจำพระราชสำนักบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงปาเต๊ะรุ่นแรก ช่วงรัตนโกสินทร์ศก 127 ซึ่งตรงกับพ.ศ. 2450 (หลักฐานการโฆษณาแผ่นเสียงปาเต๊ะ ชนิดร่องกลับทางดูได้จากหนังสือพิมพ์ จีนโนสยามวารศัพท์ ซึ่งระบุไว้ว่าบริษัทรัตนมาลา ในขณะนั้นได้ขอพระบรมราชานุญาติใช้ตราแผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวงเป็นตราประจำบริษัท และเป็นผู้จัดจำหน่ายแผ่นเสียงยี่ห้อนี้) และนักร้องเสียงดีในสยามจำนวนมากก็ได้ถูกคัดเลือกให้บันทึกเสียงลงแผ่นเสียงร่องกลับทางของปาเต๊ะ อาทินายจอนและนายศุข ซึ่งบันทึกเสียงเรื่อง มะโดดบวชเป็นพระ รวมถึง แม่ปุ่นและแม่แป้น ที่บันทึกเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับแรกลงแผ่นด้วย การบันทึกเสียงในช่วงดังกล่าวใช้วังบ้านหม้อเป็นสถานที่บันทึกเสียงโดยขณะนั้นคือบ้านของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) และถูกกำหนดให้เป็นที่ทำการกรมมหรสพในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง และเป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ทรงสร้างสรรค์งานดนตรีมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และนักร้องที่บันทึกเสียง ณ. วังบ้านหม้อร่วมกับนายจอน นายศุข ก็คือ หม่อมเจริญ หม่อมมาลัย แม่ชม แม่ชื่น เป็นต้น และเมื่อวิศวกรปาเต๊ะบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงเสร็จเรียบร้อยจึงส่งกระบอกเสียงต้นฉบับกลับไปทำแผ่นเสียง ณ โรงงานผลิตแผ่นเสียงของปาเต๊ะชื่อ Forest Park ในประเทศเบลเยี่ยม สังเกตได้จากคำว่า เบลเยี่ยมที่กัดเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในกรอบข้าวหลามตัดบนแผ่นเสียง (ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โรงงาน Forest Park แห่งนี้เป็นสถานที่เก็บกระบอกเสียงต้นฉบับเพลงไทยเดิมโบราณในสมัยพระพุทธเจ้าหลวงจำนวนมาก แต่ในช่างสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงงานแห่งนี้ได้ถูกทหารเยอรมันบุกเข้าทำลาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่กระบอกเสียงต้นฉบับเพลงไทยเดิมของชาติไทยสูญสลายไปจนหมดสิ้น นับตั้งแต่บัดนั้น) มีเรื่องเล่ากันว่า ขณะที่แผ่นเสียงปาเต๊ะเพลงสยามซึ่งรวมถึงเพลงชุดมะโดดหนีเมียไปบวชนี้ถูกส่งจากโรงงานเข้ามาขายยังสยามโดยมีบริษัทรัตนมาลาเป็นผู้จัดจำหน่าย ทางบริษัทปาเต๊ะฝรั่งเศสได้สั่งให้ใช้โลโก้ Discobolus ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการของปาเต๊ะเพื่อเรียกขานแผ่นเสียงเช่นเดียวกับแผ่นเสียงปาเต๊ะในประเทศอื่นทั่วโลก (Discobolus Logo คือ สัญลักษณ์ที่เป็นรูปเทพเจ้ากรีกขว้างแผ่นเสียงปาเต๊ะไปรอบโลก จุดประสงค์เพื่อบ่งบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่า เขาสามารถฟังดนตรีได้จากแผ่นเสียงปาเต๊ะ) แต่สัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ชาวสยามกลับไม่ชื่นชอบและก็ไม่ได้มีความศรัทธาใดๆ กับเทพเจ้ากรีกที่ขว้างแผ่นเสียง ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทรัตนมาลาจึงขออนุญาตบริษัทปาเต๊ะฝรั่งเศส ขออนุญาตออกแบบสัญลักษณ์แผ่นเสียงปาเต๊ะเพลงสยามเองสำหรับประเทศสยามเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นช้างเผือกเหยียบโลก ล้อมข้างด้วยช่อมะกอก โดยสัญลักษณ์นี้น้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสเห็น
มะโดดบวชจากแผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพชรชนิดร่องกลับทาง พ.ศ. 2450
โปรดคลิกที่สัญลักษณ์ปาเต๊ะข้างล่างเพื่ออ่านประวัติและรายละเอียดเพิ่มเติม