




ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของนายปอล ลิงส์เก (Paul Linkle) นายแตรกองทหารราบที่ ๑๖๗ ที่มีต่อพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ขณะประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ณ ประเทศเยอรมัน เขาจึงตัดสินใจแต่งเพลงมาร์ชที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองคัสเซล ประเทศเยอรมัน เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๖ โดยในวันเวลาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังวิลเลียมเฮอร์ (สะกดตามหนังสือของศาลาว่าการต่างประเทศฉบับที่ ๑๓๘, ๓๖๗๒ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ แต่ถ้าสะกดตามพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๓๓ ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน คืนที่ ๑๓๖ พระองค์ท่านได้สะกดชื่อพระราชวังนี้ว่า วิลเฮมสเฮอ โดยพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองคัสเซล)
ในพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๓๓ ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ตรงกับวันศุกร์ที่ ๙ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๖ ในช่วงหัวค่ำประมาณ ๒ ทุ่ม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำกับราชวงศ์ชั้นสูงฝ่ายเยอรมัน ณ พระราชวังวิลเลียมเฮอร์ ดังบทคัดย่อพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๓๓ ต่อไปนี้
"...เอมเปอเรอพาพ่อไปให้พักที่ห้องเอมเปอเรอเฟรเดอริก ซึ่งได้จัดไว้โดยเรียบร้อยอย่างดี แล้วพาบริพัตรไปห้อง เดินตรวจเที่ยวมองไปทุกหนทุกแห่ง ดูเอาพระไทยใส่มาก เมื่อกลับทุ่ม ๑ แล้ว นัดเวลา ๒ ทุ่มเปนเวลาจะเลี้ยงค่ำอยู่ข้างจะเล่นหัวหยอกเอินกับบริพัตรมากเปนเจ้าเข้าเจ้าของทีเดียว พ่อได้ทูลว่าจะส่งลูกแดงมาถวายอิก รับแขงแรง ยังซ้ำไปกระซิบบริพัตรให้คิดอ่านเตือนพ่อให้ตกลงส่งเสียเรวๆ จะได้หาครูบาอาจารย์ให้สอน บรรดานักเรียนทหารอยู่ข้างจะโปรดปรานมาก เอาเปนธุระจริงๆ กำชับแล้วกำชับเล่าให้ส่งมาอิก นายรัตน์ ที่มาเรียนอยู่ที่นี่คนหนึ่ง ก็ถามว่าถ้าพ่อจะให้มาดินเนอจะได้เรียกมา
เวลา ๒ ทุ่มครึ่งไปดินเนอ มีเจ้าเมืองวอเตมเบิกคนหนึ่ง เปนผู้ซึ่งจะได้สืบราชสมบัติเมืองวอเตมเบิก เพราะเจ้าแผ่นดินวอเตมเบิกไม่มีลูก มาเปนนายทหารอยู่ที่นี่ เชิญมาด้วย ได้นั่งข้างเอมเปรสคู่กันกับพ่อ เจ้าคนนี้ยังหนุ่มมาก แต่พูดภาษาอังกฤษเต็มที ดังโฮกฮากปนเยอรมัน ฟังไม่ใคร่เข้าใจ จึงไม่ใคร่จะได้สนทนากัน เลี้ยงวันนี้แต่งครึ่งยศติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เปนแต่ยกถ้วยดื่ม ไม่ได้สปีช พ่อค่อยเบาโล่ง..."
ในช่วงเวลาที่พระองค์ท่านเสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับสมเด็จพระเจ้าเอมเปอเรออยู่นั้น นายแตรกองทหารราบที่ ๑๖๗ ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า แบนด์ มาสเตอร์ฮิเค หรือ นายปอล ลิงส์เก ก็เริ่มบรรเลงบทเพลงเทิดพระเกียรติเพื่อสรรเสริญพระบารมีพระองค์ท่านในชื่อเพลง Siamesische Wacht Parade ซึ่งถือว่า ณ เวลานั้นเป็นการบรรเลงบทเพลงเทิดพระเกียรติบทเพลงนี้เป็นครั้งแรกนับจากมีการประพันธ์เพลงขึ้นมา และชื่อเพลงเทิดพระเกียรติ Siamesische Wacht Parade นี้ เป็นชื่อพระราชทานนามโดยสมเด็จพระเจ้าเอมเปอเรอของเยอรมัน
จากหลักฐานประกอบสำคัญคือจดหมายที่ส่งเข้ามาจากสถานราชทูตสยามกรุงเบอลินสำเนาที่ ๓๕๐๕ ที่ ๒๓, ๓๘๘ รับวันที่ ๙ กรกฎาคม รัตนโกสินทร ๑๒๗ ซึ่งเป็นหนังสือขอให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวินิจฉัยเพื่อพระราชทานเหรียญช้างเผือกทองแก่นายปอล ลิงส์เก ผู้ประพันธ์เพลง
นับตั้งแต่มีการบรรเลงเพลงเทิดพระเกียรติ Siamesische Wacht Parade ในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำวันนั้น บทเพลงเทิดพระเกียรติ Siamesische Wacht Parade ก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายไม่เพียงเฉพาะในเยอรมัน แต่รวมถึงประเทศอังกฤษ และข้ามฟากไปยังอเมริกาในชื่อเพลง Siamese Patrol และในสเปนโดยใช้ชื่อเพลงว่า La Guardia Siamesa
สำหรับการบันทึกเสียงเพลงเทิดพระเกียรติ Siamesische Wacht Parade ครั้งแรกนั้น มิสเตอร์โทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้โด่งดังจากฐานะนักประดิษฐ์เครื่องเล่นกระบอกเสียง ได้นำเพลงดังกล่าวบันทึกลงกระบอกเสียงไขผึ้งชนิดสีดำรหัสกระบอก 9661 พร้อมกันนี้ทางบริษัท โคลัมเบีย กราโฟโฟน ก็ได้นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงในนามของกระบอกเสียงโคลัมเบีย รหัสกระบอก 1412 BAND SIAMESE PATROL (SIAMESISCHE WATCHTPARADE) PAT'D JULY 29, 02 เช่นกัน
สุดท้ายยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับบทเพลงนี้และจะลืมกล่าวเสียมิได้เลย นั่นคือ สมุดโน้ตเพลงหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Music Sheet โดยหน้าปก Music Sheet ของบทเพลงเทิดพระเกียรติ Siamesische Wacht Parade นี้ถูกออกแบบเป็นภาพวาดลงสีเสมือนจริง บรรยายถึงกองดุริยางค์ทหารสยามขณะเดินสวนสนาม ส่วน ด้านหลังภาพเป็นพระบรมมหาราชวังและหอนาฬิกาหลวงหรือที่เรียกว่า พระที่นั่ง ภูวดลทัศไนย (ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างพระที่นั่ง ภูวดลทัศไนย เป็นตึก 5 ชั้น ณ จุดกึ่งกลางที่เป็นเส้นแวง 100 องค์ศา ตะวันออกตรงยอดมีนาฬิกา 4 ด้าน เป็นหอนาฬิกาหลวง สำหรับบอกเวลามาตรฐาน สร้างในสวนตรงหน้าพระพุทธนิเวศน์ ตรงที่เดียวกับมุขเด็จพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ต่อมาได้รื้อลงเพื่อจะสร้างทิมดาบใหม่ในรัชกาลถัดมา) ส่วนข้อความด้านบนสุดของสมุดโน้ตนี้ได้ตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันว่าไว้ว่า Senier Majestat Tschulalongkorn Konig bon Siam chrfurchtsuoll gweidmet และภาษาอังกฤษคือ Respectfully Decicated to the King of Siam (ท่านสามารถรับฟังบทเพลงเทิดพระเกียรติ Siamese Patrol ได้ภายในเวปไซต์หน้านี้
เวลาเช้า ๒ โมงเศษออกจากเบอลิน มาแต่บริพัตรแลข้าราชการในจำนวน อุรุพงษ์แลเจ้านายอื่นๆ อยู่เบอลินคืน ๑ แล้วล่วงนาไปปารีส รถม้าแลรถไฟเปนรถหลวงทั้งสิ้น มีมหาดเล็กประจำตัวให้ใช้ตั้งแต่ออกจากเบอลินไป ระยะทางแถบใกล้ๆ เบอลินดูท้องที่ไม่ใคร่ดี เปนทรายมาก เพราะฉะนั้นจึงมีป่าสนแลไร่เข้า 'ไร' มากต่อนั้นมาแผ่นดินค่อยดีขึ้น มีไร่ปลูกผักมากจนเมื่อจวนจะเข้าในเขตรแดน เฮสคัสเซล ค่อยมีเขาขึ้นทุกที แต่ไม่ใช่เขาสูง เปนเขาที่ปลูกต้นไม้เต็มบริบูรณ์บนยอด ตอนล่างลงมาเปนไร่นาดูอุดมดี งามขึ้นทุกที เมืองคัสเซลตั้งอยู่ในท้องทุ่ง แต่วังวิลเฮมสเฮอตั้งอยู่บนสันเขา แลเห็นแต่ไกล รถมาเร็วไปต้องมารอๆ อยู่หน่อยหนึ่ง สเตชั่นไม่ได้อยู่ที่เมือง อยู่ในระหว่างกลางย่านของเมืองแลเขา เอมเปอเรอมาคอยรับที่สเตชั่น แต่งยุนิฟอมครึ่งยศ ประดับเครื่องราชอิศริยาภรณ์แต่เฉภาะดวงที่ห้อยสร้อยจักรี แต่ไม่ได้แขวนสายสร้อยใช้แขวนติดคออย่างตราเยอรมัน ไม่ได้ติดสตา กับเยเนอราล วอลเปลต เตนเบิก ซึ่งเปนผู้มาอยู่ประจำ เยเนอราลผู้นี้ เอมเปอเรอว่าเปนเคอเนลกองที่เอมเปอเรอเปนเมเยออยู่ก่อน แล้วเลื่อนตำแหน่งอยู่ในที่ใกล้ๆ กันเปนชั้นๆ มา จนภายหลังได้เปนอินสเป็กเตอในการแม่นปืนไรเฟอล เปนออทอริตีใหญ่ในเรื่องปืนไรเฟอล มีเสนาบดีว่าการต่างประเทศ ข้าหลวง เทศาภิบาล สมุหราชองครักษ์ ราชองครักษ์ ๒ ผู้บังคับการทหารมณฑล เมื่อได้นำให้รู้จักกันทั้งสองฝ่ายแล้ว เอมเปอเรอได้ส่งพระราชสาส์นอย่างเต็มที่ให้พ่อ ว่าได้ยอมให้บริพัตรอยู่ในบาญชีเรจิเมนต์ เอมเปรส ออกัสตากาดเกรนเดียที่ ๔ ทั้งอนุญาตให้แต่งยุนิฟอมด้วย แล้วได้พาไปขึ้นรถโมเตอร์คาร์ รถที่นั่งหลังนี้ ๗๐ แรงม้า รูปร่างเขื่องมาก ทาขาว มีเก๋งด้านน่า แต่ด้านหลังเปิด มีสิ่งสำคัญซึ่งเปนของเฉภาะรถเอมเปอเรอหลายอย่าง คือกระจกด้านน่า เจาะเสียเปนวงกลมเปิดปิดได้ สำหรับพูดกับคนขับไม่ต้องชโงกทางน่าต่างฤาใช้หลอดพูด มีอิมปีเรียลสแตดาด ปักไหมติดเสาน่ารถ มีแตรสามเลา เป่าเฉภาะกำหนดเสียงว่าเปนขบวนเสด็จ มีโคมรถติดน่ายอดเปนมงกุฎ มีตรามงกุฎเขียนท้ายรถ คนขับรถมีอาร์มติดที่แขนแลมีเอโปเล็ตอยู่ข้างจะงามมาก แต่เวลาที่ไปจากสเตชั่นขึ้น ๒ คนแต่กับพ่อ มีราษฏรมาแน่นเต็มไป โห่กันมากขึ้นไปตามถนนตรงจนถึงเขา เลี้ยวที่น่าพระที่นั่งไปเข้าด้านหลังเอมเปรสแลเจ้าหญิงลูกเธอท้าวนางเฒ่าแก่ ๒ คน รับอยู่ในห้อง คุณท้าวคนนี้เคยอยู่ประจำเอมเปรสมาแต่ครั้งก่อน จำได้ รับราชการมาถึง ๒๖ ปีแล้ว ตั้งแต่แรกแต่งงาน พอนำข้าราชการของเราเฝ้าเอมเปรสแล้ว เอมเปอเรอ เอมเปรสเจ้าหญิงลูกเธอ พ่อ แลบริพัตร ได้พากันเดินออกจากพระที่นั่งไปในสวนแต่ลำพัง จนถึงที่ในหมู่ร่มไม้ซึ่งเปนที่เสวยเช้า ตั้งโต๊ะเลี้ยงน้ำชาในที่นั้น มีมหาดเล็กเฝ้าเครื่องอยู่คนเดียว แต่ไม่ได้ทำอะไร เอมเปรสรินน้ำชา ในการเลี้ยงนั้น เจ้าหญิงลูกเธอเปนผู้เลี้ยงเอง ที่นั้นเงียบสงัด จนมีหนูออกมาเที่ยวยุ่มย่ามเล่นได้ เอมเปรสโปรดหนูนั้น โยนขนมให้กินเสมอ นั่งสนทนากันเล่นด้วยเรื่องต่างๆ มีเรื่องเมืองนอรเวเปนต้น เอมเปอเรอว่าเมื่อเวลาไปเที่ยวอยู่ใกล้ๆ กันมี่เมืองนอรเว จะรับพ่อที่ฮาเมอเฟสต์ ที่ทางเลวเต็มที ไม่ถูกพระไทยจึงได้ตั้งพระไทยไว้ว่าจะรับที่เบอลินฤาที่นี่ เพราะเหตุที่นึกว่าพ่อจะชอบเห็นเมืองนี้ ด้วยบริพัตรได้เคยมาเล่าเรียนวิชาทหารประจำอยู่ในที่นี้ เหมือนกันกับพระองค์ เอมเปอเรอเอง ได้เคยมาอยู่เปนนาน เพราะฉะนั้นจึงได้โปรดที่นี้มาก เอมเปอเรอได้พบลัปคนที่พ่อได้ถามเปนคำให้การ เอมเปอเรอก็ได้เอาไปถามเปนคำให้การเหมือนกัน เจ้าคนนั้นซัดถึงพ่อ ว่าเคยชำระมาครั้งหนึ่งแล้ว กลับอวดต่อไปว่าได้ยินพูดภาษาไทยกัน ตัวเข้าใจบางคำ ตีคอเปนมาจากเมืองข้างเหนือของจีนด้วยกัน แต่พวกลัปนี้ได้มาอยู่เมืองนอรเวก่อนพวกนอรวิเยียนได้มา ชั้นเดียวกับพวกฮังเกเรียน เอมเปอเรออยู่ข้างจะออกชมว่าพ่อเที่ยวเก่ง เอมเปอเรอยังไม่เคยเที่ยวกรตลิน ซักไซ้ไล่เลียงว่าขึ้นทางไหนลงทางไหนดี พ่อแนะนำให้ขึ้นทางเมร็อกมาลงวิสเนส ตกลงว่าจะไป รวมทั้งหมดในการสนทนากันเปนที่สนุกสบายดี จนเวลาเกือบชั่วโมง ๑ จึงได้พากันเดินตามถนนในสวน ที่สวนนี่งามเต็มทีเพราะวังนี้ตั้งอยู่บนเขาซึ่งปราบลงเปนลานอยู่กึ่งกลางยอดเขากับพื้นดิน หลังพระที่นั่งด้านข้างภูเขานั้น ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ต่างๆ ตั้งใจจะมิให้ซ้ำกันมาก เปนป่าครึ้ม น่าป่าไม้เปิดเปนลานหญ้ากว้างใหญ่ ตามหญ้านั้นแหวะเปนช่องปลูกไม้สีต่างๆ เฉภาะตรงสูนย์กลางพระที่นั่ง แลขึ้นไปทางบนเขามีน้ำพุขึ้นสูง เปนน่าอัศจรรย์ เอมเปอเรออวดว่าไม่ใคร่มีน้ำพุแห่งใดในยุโรปที่สูงกว่านี่ เพราะเหตุที่ไม่ได้ตั้งแกนท่อขึ้นไปสูงแล้วให้ไหลตก ใช้ท่อพอสูงกว่านี้ในสระนิดเดียวเท่านั้น น้ำพ่นขึ้นไปเหมือนไฟพะเนียงเปนฝอยเลอียดเฉภาะถูกเวลาที่อาทิตย์จะตก ฉายแสงถูกน้ำพุนั้นสว่าง งามน่ารักจริงๆ น้ำพุนี้สูงเห็นจะถึง ๑๕ วา เหนือยอดเขาตรงนั้นขึ้นไป ก่อเปนทางน้ำตกเปนรูปป้อมกลายๆ บนยอดของป้อมนั้นมีรูปตุ๊กตา เฮอรคุลีสหล่อด้วยทองแดงใหญ่ตั้งอยู่ เขาถางต้นไม้ให้เปนทางตรงขึ้นไปตั้งแต่น้ำพุจนถึงป้อมนั้น แลดูจากหลังพระที่นั่งจะงามกว่าเชินบรูนที่เวียนนาอิก สวนนั้นรักษาสอาดอย่างยิ่ง เดินจนรอบถึงที่เล่นลอนเตนนิสแลโรงกระจกปลูกต้นไม้ แล้วจึงมาบรรจบมุมพระที่นั่งข้างเหนือซึ่งได้ตั้งขบวนรถโมเตอคาร์ไว้ ข้าราชการทั้งฝ่ายเขาฝ่ายเราได้พร้อมกันอยู่ณที่นั้น
เอมเปรสเสด็จขึ้น เอมเปอเรอกับพ่อขึ้นรถโมเตอคาร์นั่งข้างใน บริพัตรกับเสนาบดีว่าการต่างประเทศนั่งน่า ข้าราชการอื่นๆ ขึ้นรถต่อๆ ไป ขับรถไปตามทางขึ้นเขา ที่บนเขานี้มีโฮเตลซึ่งเปนที่สำหรับคนไม่สบายขึ้นมาอยู่รักษาตัว เพราะฉะนั้นจึงมีผู้คนเกรียวกราวโห่ร้องเสมอทั่วไปทุกแห่ง รถขึ้นเขาไปตามทางเวียนอยู่ข้างจะกว้าง แต่รถม้าที่นี่ไม่ตื่นรถโมเตอคาร์เลย เฉยทีเดียว ขึ้นไปจนกระทั่งถึงป้อมที่ทำให้น้ำตก น้ำดูน้อยไปกว่าที่ทำท่าทางไว้จะให้ไหล เพราะมีที่เกิดน้ำพุน้อยทำให้นึกถึงเมืองนอรเวเสียจริงๆ หยุดลงดู ที่นั้นใช้ก่อด้วยศิลาซึ่งเอมเปอเรอว่าเปนศิลาเขาไฟ สังเกตดูว่าเขาในเมืองคัสเซลนี้เห็นจะเกิดขึ้นด้วยเขาไฟ หยุดกลับรถในที่นั้น ในเวลากลับรถนั้นยืนดูวิ้วเมืองคัสเซล มีถนนสายใหญ่ตรงขึ้นมาน่าวัง เพราะเหตุฉนั้นเมื่อยืนอยู่ที่น้ำตกนี้จึงแลเห็นตรงลิ่วจนสุดสายตา บ้านเรือนตึกรามเปนหมู่กลมอยู่สองข้างถนนนั้น มีป่าไม้เปนแขนยื่นออกไป ข้างขวายาวเปนป๊ากที่พื้นราบถัดออกไปวงนอกเปนเขาล้อมรอบ แลมีซ้อนออกไปข้างหลังสูงอิกชั้น ๑ เฉภาะเวลาพระอาทิตย์จะตกแสงแดดจับอยู่ที่ตรงหย่อมเมือง ดูงามจริงๆ กลับลงจากเขาตามทางเดิม เวียนพระที่นั่งไปลงถนนกลาง สายที่แลเห็นนั้น ตอนข้างใกล้เขามีต้นไม้ใหญ่เปนป๊ากแหวกเปนช่องตรงถนน มีพื้นหญ้าสองข้างดูงามแลเปลี่ยว ถัดไปอิกจึงถึงหมู่บ้านเรือนเปนหย่อมๆ จนถึงประตูเมืองเก่า เข้าในเมืองตึกจึงปลูกติดๆ กันตลอดมีผู้คนแน่นหนา เอมเปอเรอได้ชี้เรือนที่เคยเสด็จอยู่เมื่อเวลาเล่าเรียน แลร้านที่เคยซื้อสมุดเรียน ที่อยู่แลที่เรียนของบริพัตร วังที่พ่อมาอยู่นี้แลโรงสำหรับไว้ต้นส้มที่เรียกว่าออเรนเจอรีแลเนียเตอ ซึ่งกำลังสร้างอยู่ แต่นั้นต่อไปเข้าในป๊าก ป๊ากนั้นแคบแต่ยาว ปลูกต้นเชสนัตเก่าแก่ลำต้นโตๆ ตลอดถนน งามจริงๆ มีสระใหญ่ขุดคดเครี้ยว ถ้าน่าร้อนสำหรับตีกรรเชียง น่าหนาวสำหรับวิ่งบนน้ำแข็ง ที่รอบสระนั้นเปนป่าไม้หย่อมแลลานหญ้า เพราะที่ยาวมาก ถึงคนจะเข้าไปเท่าไรๆ ก็เงียบ ในป๊ากนี้เป็นที่สำหรับนักเรียนมานั่งอ่านหนังสือในเวลาน่าร้อนได้ ไม่มีความรบกวนอันใด กลับจากป๊ากนั้นขึ้นไปตามทางเดิมไปที่วิลเฮมสเฮอ ถ้าจะเทียบช่างเหมือนกับเมืองราชบุรีเสียจริงๆ แลเห็นเข้าก็นึกถึง ขาดแต่แม่น้ำ เมืองนั้นเปรียบเหมือนตั้งอยู่ริมแม่น้ำ มีถนนตัดตรงขึ้นไปถึงเขาแดงจัน ถ้าตั้งวังบนเขาแดงจันแล้ว จะเหมือนกันกับที่นี่ไม่มีผิดเลย แต่ไม่ใช่ตั้งบนยอดเขาแดงจัน ตั้งบนกึ่งเขาแดงจัน หน้าตาหนทางที่ขึ้นไปตอนที่ในเมืองก็มีตึกราม ถัดขึ้นไปเปนท้องทุ่ง แล้วจึงเข้าในหมู่ไม้ จึงถึงภูเขาไม่มีผิดกันเลยละ
เอมเปอเรอพาพ่อไปให้พักที่ห้องเอมเปอเรอเฟรเดอริก ซึ่งได้จัดไว้โดยเรียบร้อยอย่างดี แล้วพาบริพัตรไปห้อง เดินตรวจเที่ยวมองไปทุกหนทุกแห่ง ดูเอาพระไทยใส่มาก เมื่อกลับทุ่ม ๑ แล้ว นัดเวลา ๒ ทุ่มเปนเวลาจะเลี้ยงค่ำอยู่ข้างจะเล่นหัวหยอกเอินกับบริพัตรมากเปนเจ้าเข้าเจ้าของทีเดียว พ่อได้ทูลว่าจะส่งลูกแดงมาถวายอิก รับแขงแรง ยังซ้ำไปกระซิบบริพัตรให้คิดอ่านเตือนพ่อให้ตกลงส่งเสียเรวๆ จะได้หาครูบาอาจารย์ให้สอน บรรดานักเรียนทหารอยู่ข้างจะโปรดปรานมาก เอาเปนธุระจริงๆ กำชับแล้วกำชับเล่าให้ส่งมาอิก นายรัตน์ ที่มาเรียนอยู่ที่นี่คนหนึ่ง ก็ถามว่าถ้าพ่อจะให้มาดินเนอจะได้เรียกมา
เวลา ๒ ทุ่มครึ่งไปดินเนอ มีเจ้าเมืองวอเตมเบิกคนหนึ่ง เปนผู้ซึ่งจะได้สืบราชสมบัติเมืองวอเตมเบิก เพราะเจ้าแผ่นดินวอเตมเบิกไม่มีลูก มาเปนนายทหารอยู่ที่นี่ เชิญมาด้วย ได้นั่งข้างเอมเปรสคู่กันกับพ่อ เจ้าคนนี้ยังหนุ่มมาก แต่พูดภาษาอังกฤษเต็มที ดังโฮกฮากปนเยอรมัน ฟังไม่ใคร่เข้าใจ จึงไม่ใคร่จะได้สนทนากัน เลี้ยงวันนี้แต่งครึ่งยศติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เปนแต่ยกถ้วยดื่ม ไม่ได้สปีช พ่อค่อยเบาโล่ง ดินเนอแล้วเอมเปอเรอพาออกไปสูบบุหรี่ที่เฉลียงน่าพระที่นั่ง สนทนากันอยู่ในที่นั้นด้วยเรื่องต่างๆ ตอนนี้เปนเรื่องอาราม พ่อได้ขอให้เซนพระนามทั้งสององค์ แล้วเอมเปรสเสด็จขึ้น พากันออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกอิก เอมเปอเรอพูดราชการกับเสนาบดีว่าการต่างประเทศแล้วสนทนากับผู้อื่นต่อไป พ่อได้สนทนากับเสนาบดีการต่างประเทศบ้าง เคานต์อิวเลนเบิกซึ่งเปนผู้ไปทำหนังสือสัญญาครั้งแผ่นดินทูลกระหม่อมยังเปนฮอฟมาชัลคงอยู่เหมือนที่พ่อมาครั้งก่อน พอแลเห็นเข้าก็จำได้ แกเปนคนที่เคยรู้จักพ่อมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ทำมือว่าเตี้ยเท่านี้ ทุกคราวที่พบกัน มีความยินดีที่ได้พบอิกครั้งหนึ่งได้ให้เซ็นชื่อไว้แล้ว เอมเปอเรออยู่ข้างจะเราะรายทักทายปราไสย แลถามถึงเรื่องการในเมืองไทยต่างๆ เรื่องพลอย เรื่องช้าง แลเรื่องที่ปรินซอาคัลเบิตมาเล่าต่างๆ อยู่ข้างจะโปรดในเรื่องจับช้างมาก อาดัลเบิตอยากจะเห็น จะเข้าไปอิกพ่อว่าถ้าจะเข้าไปขอให้ไปเร็วๆ ถ้าช้าช้างจะต้องไล่ไปเสียไกล จะจับยากขึ้น วังวิลเฮมสเฮอนี้ได้สร้าง ๒๐๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้นไม้จึงงามเสียจริงๆ ต้นโตๆ ล้วนแต่เชสนัตเปนมากกว่าอย่างอื่น
เวลา ๕ ทุ่มพากันขึ้นรถโมเตอคาร์ เอมเปอเรอมาด้วย ส่งถึงที่วังนี้เรียกว่าเรสิเดนต์ชลอซซึ่งเปนวังในเมือง มีเรื่องราวเกี่ยวด้วยพงษาวดารเปนอันมาก เครื่องตกแต่งในวังนี้ว่าเปนครั้งเยโรมโบเนอปาร์ตมาอยู่ จนกระทั่งเครื่องถ้วยเสฟร์ยังอยู่บริบูรณ์ ปิกเชอแกละรีที่วังนี้มีเรื่องราวพิสดารมาก ว่าเปนรูปภาพดัชทั้งนั้น ได้สะสมมาแต่โบราณ ครั้งเมื่อนโปเลียนโบเนอปาร์ตมาตีได้ขนเอาไปหมด จะกระทั่งเอมเปอเรอวิลเลียมไปตีเมืองฝรั่งเศสได้จึ่งได้ขนกลับคืนมา แต่ไม่ได้ครบ เพราะเหตุที่เอมเปอเรอนโปเลียนโกรธกับเอมเปรสโยเซฟีน เอมเปรสโยเซฟีนเอาไปขายให้แก่รูเซีย รูปนั้นจึงไปติดอยู่ที่เฮอริตาชในเมื่องมอสโก พึ่งจะตามมาได้ภายหลังได้รูปจากฝรั่งเศส ห้องที่พ่ออยู่นั้น ว่าเปนห้องที่เอมเปอเรอนโปเลียนโบเนอปาร์ตเคยมาอยู่ เยโรมโบเนอปาร์ตก็อยู่ที่วังนี้ เอมเปอเรอวิลเลี่ยมที่ ๑ เสด็จมาอยู่ที่เมืองนี้ก็อยู่ห้องที่พ่ออยู่ พระแท่นก็พระแท่นอันนี้เอมเปอเรอเฟรเดอริกเสด็จมา เมื่อเวลาเอมเปอเรอกำลังเล่าเรียนอยู่ในที่นี้ก็มาอยู่ห้องนี้ เอมเปรสเฟรเดอริกอยู่ห้องที่บริพัตรอยู่ เอมเปอเรอล้อว่าเตียงเห็นจะไม่สั้นไป (หยอกว่าเตี้ย) เอมเปอเรอเสด็จมาอยู่วังนี้ ก็อยู่ห้องที่พ่ออยู่ ห้องในวังนี้เตี้ยๆ แต่การตกแต่งงามเปนอย่างฝรั่งเศส อยู่ข้างจะมีห้องซุกวิกมาก เอมเปอเรอกลับเวลา ๕ ทุ่มนาน พ่อจะลงไปส่งที่รถก็ห้ามแล้วห้ามเล่า แต่พ่อก็ขืนดันลงไปส่งจนได้ ดูราษฎรมีความนิยมรักใคร่เอมเปอเรอมาก จนกระทั่งเวลาตึกเช่นนั้นแล้วก็ยังมีคนแน่น กระดิกไปทางไหนก็โห่ร้องลั่นไป เอมเปอเรอบ่นสงสารเอมเปอเรอรูเซีย ว่าเสด็จออกไปให้ราษฎรเห็นไม่ได้ แต่เวลาที่มาพบกันดูสบายปรกติเหมือนอย่างแต่ก่อน เปนครั้งแรกที่เอมเปอเรอรูเซียได้ออกจากอาณาเขตรตั้งแต่รับกับยี่ปุ่นแล้ว กิงเอดเวอดจะมาในสามสี่วันนี้ แต่จะไม่ค้าง ดินเนอแล้วจะออกจากเมืองไปมาเรียนบาด ซึ่งเปนที่เคยไปรักษาพระองค์อยู่ในที่นั้น พูดกันถึงเรื่องตัดต้นไม้ใหญ่ เอมเปอเรอถึงร้องโอยตัดไม่ได้ รู้สึกเหมือนฆ่าคน อย่างเดียวกับพ่อรู้สึกเรื่องตัดต้นตาล
ที่ในวังทั้ง ๒ แห่งไม่ได้ใช้ไฟฟ้า เพราะไม่ได้เปนที่ประทับอยู่เสมอ ไม่มีกำลังน้ำที่จะใช้ จะตั้งเครื่องจักรก็เปลือง วังมีถึง ๕๖ วัง ได้เสด็จอยู่ปีหนึ่งประมาณสัก ๖ วังเท่านั้น เอมเปรสบ่นถึงเรื่องเปลืองมาก